Saturday, March 20, 2010

เที่ยวเซี่ยงไฮ้แบบเหนื่อยๆ (วันที่ 1)






วันนี้มาชวนเที่ยวเซี่ยงไฮ้แบบรีบๆ ในช่วงที่ประเทศไทยมีอุณหภูมิร้อนทั้งทางร่างกายและอารมณ์ ไปสู่อากาศหนาวเหน็บของเมืองเซี่ยงไฮ้ประเทศจีน

ปีนี้ก็เป็นโอกาสดีอีกเช่นเคยที่มีโอกาสได้ติดตามผู้บริหารระดับสูงขององค์กรศึกษาดูงานต่างประเทศ ผู้บริหารของที่นี่เปิดโอกาสให้ผู้ปฏิบัติงานระดับเราได้ติดตามไปเปิดหูเปิดตาและได้เรียนรู้ความเป็นไปของบ้านเมืองอื่นๆ บ้าง นอกจากที่เห็นในประเทศมาแล้ว


ปีนี้เป็นปีที่งบประมาณขององค์กรมีน้อย สถานที่และประเทศที่จะไปก็จำเป็นต้องใช้เงินน้อยๆ และไปกันแบบประหยัดหน่อย เพื่อสามารถเดินทางไปได้ครบทุกคน จึงต้องสรุปสถานที่เดินทางเป็นเมืองเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน จำนวน 5 วัน 4 คืนและเนื่องจากคณะเดินทางเป็นผู้บริหารและเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ จึงต้องใช้บริการบริษัททัวร์ในการเดินทาง ทำให้เป็นที่มาของการเดินทางแบบเร่งรีบ เพราะบริษัททัวร์ จะต้องไปทุกที่ตามที่ได้เสนอรายการไว้ ไม่งั้นโดนปรับ ไม่เหมือนการเดินทางแบบส่วนตัว ที่สามารถเอ้อระเหย และชื่นชมเสพสมความเป็นไปของสังคมที่แตกต่างจากเราได้อย่างเต็มที่ ช่วงแรกขออนุมัติเดินทางกันวันที่ 11 – 15 มีนาคม ที่ผ่านมา แต่ด้วยเหตุที่เป็นช่วงหลังตรุษจีนซึ่งคนไทยเชื้อสายจีนเดินทางกลับไปเที่ยวแผ่นดินเกิดของบรรพบุรุษกันมาก จากจนทำให้บริษัททัวร์ที่ได้รับเลือกให้จัดโปรแกรมครั้งนี้ไม่สามารถจองตั๋วได้ทั้งกรุ๊ป จำเป็นต้องเลื่อนวันเดินทางเป็น 12 – 16 มีนาคม 2553

เป็นครั้งแรกอีกเช่นกันที่ใช้สายการบินไทยเดินทางออกต่างประเทศ เหตุที่เป็นครั้งแรกเพราะที่ผ่านมาใช้สายการบินต่างชาติตลอด เพราะราคาค่าโดยสารต่ำกว่าการบินไทย และบริการก็ไม่ต่างกันซักเท่าใด บางสายการบิน อย่าง KLM บริการดีกว่าการบินไทยซะอีก


บริษัททัวร์ และไกด์นัดให้ไปเจอที่สนามบินตั้งแต่แปดโมงครึ่ง คณะเราก็เป็นเด็กดี ไปถึงก่อนเวลาเพราะกลัวรถติด และข่าวคราวเรื่องเสื้อแดงและการปิดถนนมีทั้งข่าวจริงและข่าวลือ จึงต้องไปรอนานเช็คอินเสร็จก็เดินช้อปใน Kingpower ก่อน ว่าจะไม่ซื้ออะไรแล้วเชียว เดินไปเดินมาก็ซื้อแป้ง 1 กระปุกจนได้ ทั้งๆ ที่ ช่วงลดราคาตามห้างถูกกว่าด้วยซ้ำ เวลาเห็นก็อดไม่ได้ที่จะซื้อ และแล้วเที่ยวบินที่ TG 664 ออกจากสุวรรณภูมิตอน 10.35 ทั้งที่คณะเดินทางรุ่นเด็กๆ อยากเดินทางเที่ยวบินตั้งแต่เมื่อคืน เพื่อไปถึงจะได้มีเวลาเที่ยวบ้าง แต่ผู้ใหญ่บางท่านติดปัญหาเรื่องสุขภาพ หากเดินทางกลางคืนจะนอนหลับไม่เต็มอิ่ม


เมื่อเช้าออกจากบ้านเช้าเกิน กินข้าวเช้ามาแล้ว แต่กลับรู้สึกหิวเร็วมาก อยากให้อาหารมาเสิร์ฟเร็วๆ อยากชิมอาหารการบินไทยที่มีคนบอกว่าอร่อยนักหนา เรียกน้ำย่อยด้วยเสน็คอย่างเมล็ดทานตะวัน และน้ำที่ชอบและสั่งทุกครั้งบนเครื่องจเป็นเจ้านี่ค่ะ “จิงเจอเอล” น้ำขิงผสมโซดา ที่พยายามส่องหาตามห้างสรรพสินค้าก็ไม่ค่อยจะเห็น ตามด้วยอาหารชุด ซึ่งตัวเองก็ได้อาหารมาก่อนคนอื่นเพราะเป็นอาหารพิเศษของมุสลิม อาหารที่รับมาก็ไม่เห็นจะอร่อยกว่าสายการบินอื่น เนื้อแกะแกงกะหรี่ที่และปลาแซลมอนที่หาความอร่อยไม่ได้แต่กินหมดไปด้วยความหิว


รับอาหารเที่ยงเสร็จ ประมาณว่าจะโดนยานอนหลับ เพราะทุกคนหลับกันหมด และปกติตัวเองเป็นคนที่ไม่ค่อยหลับเวลาเดินทาง แต่คราวนี้กลับหลับคาเก้าอี้ โดยไม่รู้ตัว ตื่นมาอีกทีหันมองคนอื่นๆ ก็หลับกันหมด

ถึงสนามบินผู่ตงของเซี่ยงไฮ้ประมาณ 3 โมงกว่า เร็วกว่าที่กำหนดประมาณครึ่งชั่วโมง แต่กว่าจะผ่านศุลกากรมาได้เกือบ 2 ชั่วโมง เพราะคนเยอะมาก และส่วนใหญ่เป็นคนไทย ทำให้ขั้นตอนการตรวจล่าช้าไปหน่อย ไปถึงก็มีไกด์ท้องถิ่นคอยรับอยู่ที่สนามบิน ออกจากสนามบินก็ได้สัมผัสอากาศหนาวทันที จากประเทศไทยอากาศเกือบ 40 องศา มาเจออากาศไม่ถึง 10 องศา ความรู้สึกต่างกันราวกับอยู่คนละโลก
ไกด์พาไปกินข้าวเย็นก่อน เป็นที่ลำบากลำบนเมื่อต้องเดินทางไปประเทศที่เป็นคนจีน หรือเชื้อสายจีน เพราะอาหารหลักจะเป็นเนื้อหมู ทำให้ตัวเองต้องระมัดระวังในเรื่องการกินทุกอย่าง แจ้งไกด์ไว้ว่าขอเป็นผัดผักเจและไข่เจียวทุกมื้อ ไม่ค่อยได้รับรู้รสชาติอาหารมากนัก

ไกด์ก็เหมือนจะรู้ใจพกน้ำพริกนรกและพริกน้ำปลาจากเมืองไทยไปด้วย ทำให้เจริญอาหารขึ้นหน่อยนึง เมืองเซี่ยงไฮ้น้ำเปล่ากับน้ำอัดลมมีราคาเท่ากัน ร้านอาหารจะเสิร์ฟไวน์ น้ำอัดลม และน้ำชา แต่ไม่มีน้ำเปล่า มื้อแรกๆ สำหรับคนไม่กินน้ำอัดลมก็อาศัยชาร้อนๆ ไปก่อน มื้อหลังๆ จะหนีบขวดน้ำที่ไกด์แจกบนรถขึ้นมาด้วย

ตั้งแต่นั่งรถจากสนามบินมาต้นไม้สองข้างทางที่เห็นจะเป็นต้นไม้ที่ไม่มีใบและมีดอกเล็กๆ ขึ้นมาเล็กน้อย ลองถามไกด์ดูว่าเป็นต้นอะไร ไกด์บอกว่าเป็นดอกซากุระ ลงจากรถก็พยายามมองหาเพื่อถ่ายรูปเก็บไว้ เป็นภาพที่ถ่ายตอนค่ำแล้วทำให้บรรยากาศไม่ค่อยดีนัก















เสร็จจากทานข้าว ก็เป็นโปรแกรมแรกของการเดินทางคือไปชมเขตเศรษฐกิจของเซี่ยงไฮ้ในเขตไว่ธาน หรือเขตเจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้ แต่ไม่ได้ชมชายหาดเพราะไปถึงตอนค่ำแล้วขึ้นไปชมวิวเมืองเซี่ยวไฮ้บนหอไข่มุกด์ ซึ่งเป็นอาคารลักษณะเป็นหอสูงติดอันดับโลก ที่นี่เป็นที่ตั้งของสถานนีโทรทัศน์ CCTV ของเมืองจีน


เสร็จจากการชมวิว ก็ลงจากนั้นก็ลงมาชมพิพิธภัณฑ์ที่ชั้นล่าง ของอาคารเสียดายที่มีเวลาชมน้อยนิด เพราะพิพิธภัณฑ์ที่นี่ดีมาก เหมือนมีชีวิตจริงๆ และบอกเล่าเรื่องราวตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ผ่านภาพวาดบ้าง หุ่นยนต์บ้าง ซึ่งทำได้ดีทีเดียว เห็นแล้วนึกถึงมิวเซียมสยามของเมืองไทย ที่ทำคล้ายๆ อย่างนี้ แต่ความอลังการยังด้อยกว่า

















ไกด์เร่งรีบเรียกหาจะพาไปนั่งรถไฟลอดอุโมงค์ไฮเทคเลเซอร์ ซึ่งเหมือนรถไฟเด็กเล่นมากกว่า ไม่เป็นที่สนใจซักเท่าใดนัก แต่ก็ไปเพื่อให้ครบตามโปรแกรม



สิ้นสุดวันแรก แต่เวลายังไม่ดึก กลุ่มเด็กๆ อย่างเราๆ เรียกร้องขอให้พาไปเดินถนนนานกิงซักหน่อย อยากดูความเป็นไปยามราตรีของเมืองเซี่ยงไฮ้ ก็ไม่ผิดหวังค่ะ ไกด์ก็ตามใจพาไปเดินเล่น ถนนนานกิงที่มีชื่อเสียง ก็คล้ายๆ กับแถวๆ สยามบ้านเรา เดินๆ ไป ก็จะมีคนมาเสนอขายสินค้า แต่คุณผู้ชายอย่าเผลอเดินคนเดียวหล่ะ เพราะจะมีผู้ชายหน้าตาดีมาถามว่า “Do you want some lady?” และพยายามจะตื้อให้ได้ ดีที่ไกด์บอกคุณผู้ชายไว้ก่อนว่าห้ามไปรับเด็ดขาด รับเมื่อไหร่จะเป็นเรื่องยาวเพราะคนไทยหลายคนที่อยากลองและเจอข้อหาหนักมาแล้ว
เดินกันเกือบๆ ชั่วโมง ไม่ได้อะไรซักอย่าง เห็นคนเข้าแถวซื้อไอติมของแมคกันยาวทีเดียว อากาศหนาวๆ อยากลองกินไอติมดูหน่อย ราคาไม่แพง 2.5 หยวน ประมาณ 13 บาท (แลกเงินมา 4.91/1 หยวน) ก็ไปเข้าแถวกับเขาด้วย และทำให้ตระหนักถึงการแซงคิวของคนจีน ยืนเข้าคิวไปใกล้จะถึงหน้าร้านแล้วโดนคุณแม่รายหนึ่งอุ้มลูกน้อยแซงคิวไป ก็ไม่อยากจะว่าอะไรเพราะสงสารเด็กน้อยในอ้อมแขน แต่พอรายที่สองเนี่ยไม่ยอมค่ะ เธอมาแซงหน้าอิชั้นก็แซงกลับและมองหน้าหล่อนทันที เจ้าหล่อนก็ไม่เห็นจะรุ้สึกรู้สาอะไร ยืนเฉยๆ ต่อหลังเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ก่อนกลับโรงแรมแวะร้านสะดวกซื้อกัน เมืองจีนแผ่นดินใหญ่ไม่มีร้านเซเว่นฯ ไกด์บอกว่าเซเว่นเป็นแบรนด์ของญี่ปุ่น เข้าตีตลาดเมืองจีนไม่ได้ แต่ร้านที่เข้าไปก็ก๊อปปี้หน้าร้านเหมือนเซเว่นทีเดียว แต่ไม่ไช่ ซื้อบะหมี่เมืองจีนกลับมากินที่โรงแรม ไม่ได้กินเพราะหิว แต่อยากชิมบะหมี่เมืองจีน และไม่ผิดหวังเพราะเส้นเหนียวนุ่มอร่อยกว่าบะหมี่บ้านเราเยอะ

คืนนี้พักที่โรงแรม Eastern Airline Hotel จริงๆ ผู้ใหญ่ท่านหนึ่งอยากได้โรงแรมแถวๆ ถนนนานกิน เพื่อเด็กๆ อย่างเราจะได้เดินช้อปกันได้สะดวก แต่งบประมาณสำหรับโรงแรมแถวๆ นั้น มีไม่พอ ได้แค่นี้ก็ถือว่าโอฯ แล้ว โรงแรมไม่ได้ดีมาก แต่กลิ่นบุหรี่น้อยหน่อย ทัวร์พยายามหาโรงแรมที่ไม่มีกลิ่นบุหรี่ แต่เมืองจีนเป็นเมืองที่คนสูบบุหรี่กันเป็นเรื่องปกติ ทุกพื้นที่จึงมีแต่กลิ่นบุหรี่ทั้งนั้น


โรงแรมให้ใช้เน็ตฟรี แต่บล็อก facebook, hi5, tweeter ทำให้เข้ามาทักทายชาวเฟซไม่ได้ ค่าโทรศัพท์ก็แพงมหาโหดมาก ซื้อซิมแล้วโทรกลับเมืองไทยคิดนาทีละ 40 หยวน (เกือบสองร้อยบาท) ไม่คิดจะโทรกลับ ส่งเมล์กลับมาแทนแล้วกัน ทั้งคณะซื้อซิมการ์ดโทรศัพท์แบบเติมเงินไว้ 1 เบอร์ เผื่อมีธุระด่วนฉุกเฉินโทรกลับบ้าน ติดตามข่าวสถานการณ์บ้านเมืองเล็กน้อย เสื้อแดงจะมีคนถึงล้านจริงรึเปล่า เห็นบ้านเมืองยังสงบเรียบร้อยอยู่ ก็หลับไปด้วยความเหนื่อย



โดย...แม่ห่าน