Monday, November 30, 2009

Lemon Pie









แม่ห่านค้นพบขนมอร่อยที่สุดในรอบปีแล้ว อร่อยมาก อร่อยจนหยุดไม่ได้ แม่ห่านได้ขนมสูตรนี้มาจาก blog คุณปุ๊ก ซึ่งแม่ห่านเป็นแฟนประจำของ blog เธอ http://dailydeliciousthai.blogspot.com/2009/11/lemon-squares-my-portable-lemon-pie.html?utm_source=feedburner&utm_medium=feed&utm_campaign=Feed%3A+blogspot%2Failydeliciousthai+%28dailydeliciousthai%29 เป็น link ไปที่ blog คุณปุ๊กในหน้า Lemon Pie นี้พอดี ลองเข้าไปดูกันนะคะ

จริงๆ อยากจะบอกว่าสูตรขนมของคุณปุ๊กเธออร่อยทุกสูตร ทำตามได้โดยไม่ต้องคิดให้เสียเวลาจริงๆตอนที่อ่านข้อมูลใน blog คุณปุ๊ก เธอได้บรรยายความอร่ยจนจินตนาการตามไปตลอด และให้พอดีกับแม่ห่านซื้อ lemon มาเพื่อใช้เปลือกทำ fruit cake กำลังหาทางจะใช้ประโยชน์จากน้ำก่อนที่มันจะเน่าซะก่อน ได้เห็น lemon pie ของคุณปุ๊กก็รีบทำตามโดยไม่ลังเล แถมยังทำเบิ้ลจากสูตรของคุณปุ๊กอีกต่างหาก

มาดูส่วนผสมกันนะคะ
for the crust :
1. เนยจืด 85g นำไปแช่ช่องแข็ง
2. แป้งเอนกประสงค์110g
3. น้ำตาลไอซิ่ง 45g
4. เกลือ¼ ช้อนชา

for the filling:
ไข่เบอร์ 0 2 ฟอง
2. น้ำตาลทราย 110g
3. แป้งเอนกประสงค์ 1½ ช้อนโต๊ะ
4. น้ำ Lemon (มะนาวเหลือง) 85g
5. เกลือ 1/8 ช้อนชา
6. วิปปิ้งครีม 2 ช้อนโต๊ะ
7. น้ำตาลไอซิ่งสำหรับโรยหน้าขนม
(ทั้งหมดเป็นสูตรดั้งเดิมของคุณปุ๊ก ส่วนแม่เรไรทำเบิ้ล ก็คูณสองทั้งหมด และใช้น้ำตาลโดนัทโรยหน้าแทนน้ำตาลไอซิ่ง)



วิธีทำ
1. เปิดเตาอบที่ 170 องศาซี ทาเนยที่พิมพ์แล้ววางรองด้วยกระดาษ
2. ขูดเนย คุณปุ๊กบอกให้ขูดด้วยที่ขูดรูใหญ่ค่ะ แต่แม่เรไรไม่มี ใช้ที่ขูดมะละกอขูดเนยแล้วพักไว้ในตู้เย็นช่องแข็ง
3. ร่อนแป้ง น้ำตาลไอซิ่ง และเกลือลงในชาม แล้วใส่เนยลงไป คนให้เข้ากัน โดยส่วนผสมจะดูแยกๆกันมาก ตอนนั้นรูปสึกแปลกๆ มากไม่เคยเห็นพายแบบนี้ แต่ไม่เป็นไรเพราะของคุณปุ๊กก็เป็น 5555
4. เทลงในพิมพ์ที่เตรียมไว้ กดให้เรียบ แล้วนำเข้าแช่งช่องแข็ง ประมาณ 15 นาที แล้วจึงนำออกเข้าอบ ประมาณ 16-18 นาที แล้วนำออกจากเตา



5. ระหว่างที่อบฐานอยู่ ทำใส้ค่ะ โดยการคั้นน้ำเลมอน ตีไข่ น้ำตาล แป้งและเกลือเข้าด้วยกัน เมื่อเข้ากันดีแล้ว เทน้ำเลมอน และวิปปิ้งครีมลงไป
6. เทส่วนของใส้ลงบนฐานร้อนๆ แล้วลดอุณหภูมิของเตาลง เหลือ165 องศาซี แล้วอบจนกระทั่ง ใส้อยู่ตัว และขอบมีสีนิดเหลืองทองนิดค่ะ ใช้เวลาประมาณ 18 นาที


พักให้เย็นบนตระแกรงสักพัก แล้วจึงนำออกจากพิมพ์ พักไว้จนเย็น โรยด้วยน้ำตาลโดนัท แล้วตัดเป็นชิ้นแล้ว

อร่อยจนหยุดไม่ได้ค่ะ


โดย...แม่ห่าน




Sunday, November 29, 2009

ข้าวผัดหนำเลี๊ยบ







วันเสาร์ที่ผ่านมาครอบครัว "อีเล้งเค้งโค้ง" อยากไปดูนกนางนวลที่บางปู เริ่มตั้งพิกัดที่จะเดินทาง และอาหารเที่ยง เนื่องจากปกติไม่ค่อยได้ไปฝั่งนั้นสักเท่าใด ร้านอาหารอิสลามก็ไม่รู้อยู่ที่ไหน จึงตัดสินทำอาหารไปปิคนนิคดีกว่า

และให้บังเอิญในครัวมีหนำเลี๊ยบยังไม่ได้เปิดใช้อยู่กระป๋องหนึ่ง หนำเลี๊ยบกระป๋องนี้ได้มาด้วยความเข้าใจผิด ตั้งใจจะซื้อถั่วแดงกระป๋อง และมันดันวางอยู่ที่เดียวกัน แม่ห่านก็หยิบโดยไม่ได้มองดู สุดท้ายกลายเป็นเจ้าหนำเลี๊ยบนี่แหละ และแม่ห่านก็ไม่เคยกินข้าวผัดหนำเลี๊ยบเลย เคยได้ยินแต่ชื่อ จึงลองค้นสูตรในเน็ตดู ไปเจอสูตรจากเวบคนไกลบ้าน เป็นสูตรของแม่สลิ่มตาม link นี้นะคะ ttp://www.kruaklaibaan.com/forum/index.php?showtopic=6490 แม่ห่านจึงลอกสูตรหน่อย แต่มาปรับเล็กน้อยจามวัตถุดิบที่มี



วัตถุดิบที่ใช้มีดังนี้
1. ลูกหนำเลี๊ยบ 12 ลูก
2. เนื้อสับ 2 ขีด
3. ข้าวสวย 2 ถ้วยพูนๆ
4. กระเทียม 5-6 กลิบ
5. หอมแดง 5 หัว
6. พริกขี้หนู 10 เม็ด
7 น้ำมันพืช 2 ช้อนโต๊ะ
8. ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนโต๊ะ
9. ซีอิ้วดำ 1 ช้อนโต๊ะ
10. น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ
11. หอมใหญ่ 1 หัว
12. มะม่วงดิบเปรี้ยว 1/2 ถ้วย
* แม่สลิ่มใส่เม็ดมะม่วงทอดด้วย และมะนาวหั่นลูกเต๋าโรยหน้าด้วย พอดีแม่เรไรไม่มีเม็ดมะม่วง และใช้มะม่วงดิบเปรี้ยวแทนมะมาว"



วิธีทำ
1. แกะหนำเลี๊ยบออกใช้เฉพาะเนื้อ แล้วสับเป็นชิ้นเล็กๆ พักไว้
2. แล่เนื้อเป็นชิ้นบางๆ วันนี้ใช้เบกกิ้งโซดา 1/8 ช้อนชา หมักเนื้อไว้ 5 นาที เพื่อให้เนื้อนุ่มหน่อย เด็กๆ จะได้กินได้ดี
3. เมื่อเนื้อนุ่มได้ที่ก็นำไปสับพร้อมกับหนำเลี๊ยบ แล้วพักไว้
4. ตั้งกะทะใส่น้ำมันให้ร้อน ทุบกระเทียมใส่ลงไป
5. พอหอมได้ที่ก็ใส่เนื้อสับกับหนำเลี้ยบลงไปผัด ใช้ตะหลิวบี้ไม่ให้เป็นก้อน
6. ผัดให้สุกดี แล้วเติมซีอิ้วขาว ซีอิ้วดำ น้ำตาล น้ำปลา ชิมรสหน่อย
7. ใส่หอมใหญ่ซอย(ชิ้นโตๆ )ลงไป






ผัดจนเข้ากันดี ก็ยกลง ปล่อยให้เย็นแล้วตักใส่กล่องเตรียมไปปิคนิค


โดย...แม่ห่าน


Friday, November 27, 2009

สุขสันต์ วันอีดิ้ลอัฎฮา










วันตรุษอิดิ้ลอัฎฮา ประจำปี 2552 ตรงกับวันศุกที่ 27 พฤศจิกายน 2552 เป็นที่รู้กันว่าวันสำคัญทางศาสนาอิสลามที่นับว่าสำคัญที่สุดมี 2 วัน คือ อีดิลฟิตริ์ และ อีดิลอัฎฮา เป็นวาระแห่งการเฉลิมฉลองของมุสลิม โดย อีดิลฟิตริ์ เป็นการเฉลิมฉลองหลังเสร็จสิ้นการถือศีลอดในเดือนรอมะฎอน ส่วนอีดิลอัฎฮา เป็นการเฉลิมฉลองในโอกาสทำฮัจญ์และกุรบาน(การเชือดสัตว์เพื่อทำทาน)

อีดิลอัฎฮา หรือบางคนเรียกว่า "อีดใหญ่" ตรงกับวันที่ 10 เดือนซุลหิจญะห์ (เดือนที่ 12 ตามปฏิทินอิสลาม) ซึ่งเป็นเดือนที่มุสลิมเดินทางไปทำฮัจญ์ที่นครมักกะห์ กิจกรรมสำคัญประจำวันอีดนี้คือการเชือดสัตว์พลีเพื่ออัลลอฮ สัตว์ที่เชือดได้แก่ แพะ แกะ วัว หรืออูฐ สัตว์ที่เชือดเรียกว่า "อุฎฮิยะห์" ตามภาษาที่ใช้ในนิติศาสตร์อิสลาม จึงเป็นที่มาของชื่อ อีดิลอัฎฮา

ส่วนที่เรียกว่า กุรบาน ก็เนื่องจากการเชือดสัตว์นี้เป็นการกระทำเพื่อความใกล้ชิดพระเจ้า การเชือดสัตว์กุรบานนี้ จะกระทำกันในเช้าวันที่ 10 ซุลหิจญะห์ ผู้ทำฮัจญ์จะเชือดสัตว์ที่ทุ่งมินา นอกเมืองมักกะห์ ในขณะที่มุสลิมในส่วนต่าง ๆ ของโลกก็จะเชือดกันและแจกจ่ายเนื้อสัตว์ที่เชือดแก่คนยากจนในชุมชนของตน แล้วจึงไปร่วมละหมาดอีด ข้อปฏิบัติอื่น ๆ ก็เช่นเดียวกับในวันตรุษอิดิ้ลฟิตรี หรือวันอีดเล็ก



วันตรุษของชาวมุสลิม หรือวันออกอีดไม่ว่าจะเป็นอีดเล็กหรืออีดใหญ่ เป็นวันที่ชาวมุสลิมทั่วโลกเฉลิมฉลองกัน ชาวมุสลิมจะแต่งตัวกันด้วยเสื้อผ้าที่สวยงาม ไปละหมาดรวมกันที่มัสยิด ทานอาหาร่วมกัน หรือจัดกิจกรรมร่วมกัน

สำหรับประเทศไทย ซึ่งศาสนาอิสลามไม่ใช่ศาสนาประจำชาติ แต่ถ้าเป็นวันสำคัญทั้งสองนั้น หน่วยงานทั้งหลายอนุญาตให้พนักงาน ลูกจ้างสามารถลาหยุดงานได้ โรงเรียนต่างๆ ก็อนุญาตให้เด็กๆ ลาเรียนเพื่อไปร่วมกิจกรรมทางศาสนา และงานรื่นเริงทั้งหลาย

สำหรับครอบครัว "อีเล้งเค้งโค้ง" ปีนี้ไม่ได้กลับใต้ เพราะที่ลูกสาว 2 คนเรียนศาสนาอยู่ เขาจัดงานสุขสันต์วันอิดิ้ลอัฎฮา ซึ่งให้เด็กนักเรียนขึ้นไปแสดงความสามารถกันตามที่คุณครูแต่ละสาขาอยากให้แสดงออก ลูกสาวทั้งสองคนขึ้นเวทีพร้อมกัน แม่ห่านเองก็สนับสนุนเพราะอยากฝึกให้ลูกกล้าแสดงออกต่อหน้าที่สาธารณชน อย่าให้เหมือนแม่ ที่จนป่านนี้ยังไม่มีความกล้าเลยยยย



ลักษณะการจัดงานก็เป็นงานแบบง่ายๆ คล้ายๆ จัดกันในครอบครัวใหญ่ ซึ่งโรงเรียนอิสลามสัมพันธ์ที่ลูกเรียนอยู่มีสาขาใหญ่อยู่ที่สุเหร่าปากครองลำรี ส่วนลูกสาวเรียนสาขาย่อยที่ 5 ทางสุเหร่าเขาให้แต่ละสาขาจัดการแสดงไป และให้มีการออกร้านเพื่อหารายได้เป็นค่าบำรุงการศึกษาให้สาขาของตน

การแสดงก็เน้นเด็กเล็กๆ และการกล่าวสุนทรพจน์ของเด็กโต เพื่อเป็นพื้นฐานการฝึกความกล้าของเด็กๆ




สำหรับลูกสาวทั้งสองคน การได้มีกิจกรรมร่วมกับเพื่อนๆ เป็นที่สนุกสนาน และมีความสุขพอสมควร







โดย....แม่ห่าน

Wednesday, November 25, 2009

ข้าวซอยไก่











เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาไปเที่ยวเชียงใหม่ และไปรอบนี้อาหารหลักแต่ละมื้อคือข้าวซอย ไปนั่งร้านอิสลามร้านไหนๆ ก็มีแต่ข้าวซอย เด็กๆ ก็สั่งแต่ข้าวหมกข้าวมันจะไปกินอาหารตามสั่งหรืออาหารอื่นๆ ก็ไม่ยอมกิน ไม่รู้เป็นไรเด็กบ้านนี้จะกินแต่อาหารเดิมๆ ไม่ค่อยจะเปลี่ยนแปลง


แต่...เอ หรือจะเป็นวัยเขาก็ไม่รู้ มีช่วงหนึ่งเขาจะเป็นเด็กขี้เบื่ออาหารเอามากๆ ถ้าวันนี้กินอะไร พรุ่งนี้จะไม่เอาอีกแล้ว และบ่นอยากกินอาหารแปลกๆ


มันก็ไม่เกี่ยวกับข้าวซอยซักหน่อย ฮ่า ฮา ฮา จากการที่ไปกินข้าวซอยมาหลายรอบ แม่ห่านก็เลยซื้อเส้นข้าวซอยและนำพริกสำเร็จรูปกลับมาบ้านด้วย เผื่อว่าจะลองทำดูซักหน่อย ก่อนซื้อมาก็ซักถามวิธีทำจากแม่ค้าหลายรอบ กว่าจะเข้าใจกันได้ก็นานพอสมควร คราวนี้มาดูกันหน่อยว่า "ข้าวซอย อาหารเหนือ แต่ทำโดยสาวใต้ จะหน้าตาเป็นอย่างไร" ของที่ใช้มีดังนี้


1. น่องไก่ หรือตะโพกไก่ 1 กก.

2. น้ำพริกข้าวซอย 1 ขีด

3. หัวกะทิ 2 ถ้วย

4. หางกะทิ 2 ถ้วย

5. เส้นข้าวซอยสำเร็จรูป 2 ก้อน

6. หอมแดง 10 หัว

7. หอมใหญ่ 2 หัว

8. ผักกาดดอง 1 ต้น

9. มะนาว 4 ลูก

10. พริกป่นผัดน้ำมัน 2 ช้อนโต๊ะ (แม่ห่านใช้น้ำพริกตาแดงแทน)

11. ต้นหอม, ผักชี ไว้โรยหน้า

12. เกลือ น้ำมันพืช ไว้ใส่ตอนลวกเส้น



วิธีทำ

1. ล้างไก่ให้สะอาดพักไว้

2. หัวกะทิ 1 ถ้วย ตั้งไฟให้เดือด แล้วใส่พริกแกงลงไปละลาย แล้วใส่หอมใหญ่ซอยลงไปผัดจนหอม

3. ใส่ไก่ลงไปปิดฝาไว้ เคียวให้นุ่มประมาณ 20 นาที

4. เมื่อไก่นุ่มดีแล้วใส่หางกะทิลงไปให้ท่วมไก่ เติมซีอิ้วขาว น้ำตาล ชิมรสตามชอบ

5. ปิดฝาให้เดือดอีกรอบแล้วยกลง

6. เด็ดผักกาดดองแล้วหั่นฝอย ต้มในน้ำเดือด 1 นาที พักไว้

8. ตั้งน้ำให้เดือดใส่เกลือ 1 ช้อนชา น้ำมันพืช 1 ช้อนโต๊ะ แล้วลวกเส้นข้าวซอยให้นิ่ม เมื่อนิ่มดีแล้วตักขึ้นใส่ตะแกรงพักให้สะเด็ดน้ำ แล้วคลุกด้วยน้ำมันพืชอีกครั้ง




9. แบ่งเส้นมาเล็กน้อย เพื่อทอดกรอบไว้โรยหน้า

10. หัวกะทิอีก 1 ถ้วย ให้เข้าไมโครเวฟ 2 นาที ไว้ราดหน้าข้าวซอย

11. เตรียมหอมแดงหั่นเป็นเหลี่ยมลูกเต๋า ผ่ามะนาวเป็นซีก และซอยต้นหอม ผักชี ไว้


ตักเส้นใส่ถ้วย ตามด้วยน้าพริกแกงไก่ โรยหน้าด้วยเส้นกรอบ ผักกาดดอง หอมแดง ราดด้วยน้ำกะทิสด พริกป่น ผักชีต้นหอม แล้วทานด้วยความเอร็ดอร่อย







โดย...แม่ห่าน

Monday, November 23, 2009

ขนมปังนมเย็น








ชวนทำขนมปังอีกแล้ว วันนี้ลองทำขนมปังนมเย็น รอบที่ 3 หลังจากสองรอบที่ผ่านมาไม่ประสบความสำเร็จ และครั้งนี้ก็ยังไม่สำเร็จ เพราะยังไม่สามารถทำให้กลิ่นขนมปังหอมกลิ่นสละได้เหมือนขนมปังของ UFM

ก่อนอื่นก็ต้องท้าวความกันนิดหนึ่งว่าแม่ห่าน ชอบขนมปังนมเย็นของ UFM ซึ่งเมื่อก่อนออกมาเป็นแถวเล็กๆ เวลากินทีหนึ่งก็เหมือนกินขนมปังราดหน้าด้วยนมเย็นหอมๆ หลังจากที่ทำขนมปังเองได้ก็พยายามที่จะทำขนมปังสูตรนี้ออกมา แต่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จซักที ขนมปังสูตรนี้เป็นขนมปังแซนวิชของคุณปุ๊ก เจ้าเก่า แค่มาปรับใส่น้ำหวานเฮลบลูบอย และกลิ่นสละลงไปเผื่อว่าจะมันหอมกลิ่นนมเย็นเหมือนของเขา



ส่วนผสมที่ใช้มีดังนี้ค่ะ
แป้งขนมปัง 150 g.
แป้งอเนกประสงค์ 300 g.
น้ำตาล 40 g.
เนยจืด 60 g
เกลือ 6 g.
Instant Yeast 7 g.
ไข่ 1 ฟอง
น้ำหวานเฮลบลูบอย 40 g.
นมจืด 240 g. (ถ้าทำปกติไม่ใส่น้ำหวานเฮลบลูบอยให้ใช้นมจืด 280 g.)
กลิ่นสละ 1 ชช.



วิธีทำ
1. ร่อนแป้งสองชนิดรวมกัน 2 รอบ พักไว้
2. ใส่ส่วนผสมที่เป็นของเหลวลงในโถเครื่องทำขนมปัง ตามด้วยไข่ น้ำตาลและเกลือคนให้เข้ากัน
3. ใส่แป้งด้านบนของเหลว ตามด้วยยีสต์
4. เปิดเครื่องโปรแกรม 9 ให้ทำงาน 5 นาที แล้วเปิดเครื่องใส่เนยลงไป
5. ให้เครื่องทำงานต่อจนเตือนครบเวลา
6. ตรวจสอบสภาพโดว์ โดยใช้นิ้วคลุกแป้งนวล แล้วจิ้มไปตรงการก้อนโดว์ ถ้าแป้งเป็นรอยบุ๋มนิ้ว แสดงแป้งได้ที่แล้ว แต่ถ้าแป้งเด้งตามนิ้วขึ้นมาให้พักต่อ
7. ชกไล่ลมแล้วนำมาขึ้นรูป แม่ห่านแบ่งแป้งใส่พิมพ์โลฟเล็ก 2 ก้อนๆ ละ 190 กรัม โลฟใหญ่ 250 กรัม
8. พักแป้งไว้อีก 30 นาที หรือให้แป้งขึ้นเป็น 2 เท่า
9. อบ 180 องศาซี ไฟล่าง 20 นาที ไฟบน 5 นาที หรือจนกว่าสีจะเข้มสวย




ขนมปังสูตรนี้เป็นเนื้อขนมปังแซนวิช เนื้อนุ่มเหนียว กำลังดี แต่ที่ต้องการให้มีกลิ่นนมเย็นยังไม่ได้ตามที่ต้องการ









โดย...แม่ห่าน

Friday, November 20, 2009

ย้อนรอยเค้กส้มในตำนานอีกครั้ง








เป็นเค้กที่ทำหลายรอบแล้ว เป็นสูตรในตำนานของชาวก้นครัวพันทิพย์ คราวนี้ทำตามออเดอร์ของน้องที่ออฟิศ


ส่วนผสมแป้งเค้ก 100 กรัม
น้ำตาลทรายป่น 80 กรัม
เกลือ1 / 4 ช้อนชา
ผงฟู 1 ช้อนชา
เนยจืด 80 กรัม
นมข้นจืด 40 กรัม
น้ำ 40 กรัมไ
ข่เบอร์ 0 3 ฟอง
เอสพี 10 กรัม
กลิ่นส้ม 1 ช้อนชา

วิธีทำ
1.วอร์มเตาอบ ไฟบน-ล่าง อุณหภูมิ 175 องศาเซลเซียส
2.ร่อนแป้ง ผงฟู เกลือเข้าด้วยกัน
3.ไข่ นม น้ำ น้ำตาล เทรวมกันในอ่างผสม ป้ายเอสพีที่หัวตระกร้อ ตีด้วยความเร็วสูง 5 นาที หรือจนกว่าไข่จะตั้งยอด
4.ปิดเครื่อง ใส่แป้งที่ร่อนลงไป ตีด้วยความเร็วต่ำ 1 นาที
5.เปลี่ยนสปีดเป็นสูงสุด ตีต่ออีก 6 นาที ปิดเครื่อง ใช้พายปาดอ่าง ตีด้วยสปีดต่ำ 1 นาที แล้วใส่เนยละลาย ทยอยใส่ทีละช้อน หรือเทให้เป็นสาย ใส่กลิ่นส้ม ตีต่ออีก 2 นาที ระหว่างนี้ ใช้พายปาดอ่างไปด้วย เพื่อให้เนยเข้ากับส่วนผสมอื่นๆ ป้องกันเค้กเป็นไต เมื่อครบ 2 นาทีแล้วตีด้วยความเร็วสูงสุด 10 วินาที ปิดเครื่อง แล้วใช้พายปาดจากก้นอ่างขึ้นมา คนให้เข้ากันอีกที


6. เทลงพิมพ์ 3 ปอนด์ ที่รองด้วยกระดาษไข นำเข้าอบประมาณ 25 นาที หรือจนกว่าเค้กจะสุก
7.พอเค้กสุก นำออกจากเตา กระแทกพิมพ์แรงๆ 1 ครั้ง แล้วพักไว้ประมาณ 10 นาที จึงคว่ำเค้กออกจากพิมพ์ พักไว้ให้เย็น แล้วสไลด์เค้กออกเป็น 2 หรือ 3 เลเยอร์ตามชอบ


ส่วนผสมหน้าส้ม
น้ำ 400 กรัม
น้ำตาล 120 กรัม
แป้งกวนใส้ 40 กรัม
เนยจืด 60 กรัม
น้ำส้มเข้มข้น (ซันควิก) 80 กรัม

วิธีทำ
1.กวนหน้าส้ม โดยนำทุกอย่างยกเว้นเนย เทลงหม้อ แล้วตั้งไฟอ่อน คนด้วยตระกร้อมือ จนส่วนผสมข้น สังเกตุเห็นรอยตระกร้อ แล้วจึงปิดไฟ ใส่เนยลงไป คนให้เนยละลาย
2.นำซอสส้มที่กวน มาปาดระหว่างเลเยอร์ สำหรับวิธีเทหน้าส้มราดเค้กนั้น ให้ยกหม้อที่ใส่ซอสส้ม ขึ้นสูงๆ เทลงไปตรงกลางเค้กจุดเดียว ให้ซอสส้มไหลลงไปจนถึงขอบเค้กแล้วหยุด หลังจากนั้นจึงใช้ไพ่ หรือสปาร์ตูล่าร์ ปาดเก็บขอบเค้กให้เรียบร้อย ทิ้งไว้ประมาณ 3-4 ชั่วโมงเพื่อให้เค้กเซ็ทตัวจึงตัดรับประทานได้








โดย...แม่ห่าน































Wednesday, November 18, 2009

แกงคั่วเห็ดแครง









มารู้จักเห็ดแครงกันก่อนค่ะ "เห็ดแครง หรือ เห็ดตีนตุ๊กแก เห็ดจิก เห็ดยาง (ภาคใต้) เห็ดแก้น เห็ดตามอม (ภาคเหนือ) เห็ดมะม่วง (ภาคกลาง)" เห็ดแครงเป็นเห็ดขนาดเล็กมีลักษณะคล้ายพัด (fan-shaped) ด้านฐานมีก้านขนาดสั้นๆ ยาวประมาณ 0.1- 0.5 เซนติเมตร หรือไม่มีก้านติดอยู่กับวัสดุที่ขึ้นด้านข้าง ดอกเห็ดมีขนาดความกว้าง ประมาณ 1-3 เซนติเมตร ผิวด้านบนมีสีขาวปนเทาปกคลุมทั่วไป ลักษณะดอกเหนียวและแข็งแรง เมื่อแห้งด้านใต้ของดอกเห็ดมีครีบมีลักษณะแตกเป็นร่อง (spilt-gill) พิมพ์สปอร์มีสีขาว สปอร์มีสีใสรูปร่างเป็นทรงกระบอกขนาด 3-4x1-1.5 ไมครอน เนื่องจากเห็ดแครงมีขึ้นอยู่ทั่วโลก ในสภาพแวดล้อมที่ต่างกัน ลักษณะดอกเห็ดอาจแตกต่าง





สมัยเด็กๆ ที่อยู่ต่างจังหวัด ครอบครัวแม่ห่านเคยทำสวนยางพารา ต้นหน้าฝนก็จะมีเห็ดแครงขึ้นตามขอนไม้ยางพารา แม่ก็จะเก็บมาแกงเผ็ดกับกุ้งกิน ตอนนั้นไม่รู้สึกว่าอร่อยซักเท่าใด เพราะมีให้กินกันบ่อยๆ แต่เมื่อต้อง ออกมาอยู่ในเมือง และไม่ได้เจอกับอาหารพื้นบ้านแบบนั้นก็รู้สึกคิดถึงและอยากกินขึ้นมาจับใจ

เมื่อเห็นแม่ค้าขายผักผลไม้จากแดนใต้ที่มาวางขายหน้าหมู่บ้าน มีเจ้าเห็นแครงนี้ขายอยู่ด้วย ถุงนิดเดียวเอง 70 บาท แต่ด้วยความคิดถึงรสชาติ และคิดถึงความเป็นมาเก่าๆ แม่ห่านไม่ลังเลที่จะหยิบขึ้นมาจ่ายตังค์ แล้วกลับบ้านด้วยหัวใจที่เหาะกลับไปถึงบ้านเดิมแล้ว


ถุงเล็กๆ ที่ซื้อมา 2 ถุงๆ ละ 20 กรัม กลับมาก็แช่น้ำทิ้งไว้ เพราะเป็นเห็ดที่อบแห้ง ไม่ใช่เห็ดสดๆ ที่มีขายทั่วไปเหมือนที่บ้านต่างจังหวัด


แช่น้ำทิ้งไว้ประมาณครึ่งชั่วโมง แล้วล้างให้สะอาด เลือกดอกที่ไม่ดีออกไป แล้วใส่ตะแกรงให้สะเด็ดน้ำ




มาดูส่วนประกอบอื่นๆ กันนะคะ
1. เห็ดแครง 200 กรัม
2. พริกแกงเผ็ดใต้ 2 ขีด
3. กุ้งสด 200 กรัม
4. กะปิ 1 ช้อนโต๊ะ
5. กะทิ 1 1/2 ถ้วย
6. น้ำตาล น้ำปลา พอประมาณ


วิธีทำ เหมือนแกงคั่วทั่วไป
1. ล้างกุ้งปอกเปลือกผ่าหลังเอาขี้ออกพักไว้
2. ตั้งกะทิให้เดือดแล้วผัดพริกแกงกับกะปิให้หอม ใส่เห็ดแครงลงไป คนให้เข้ากับน้ำพริกแล้วปิดฝาให้เดือดประมาณ 10 นาที
3. เติมหางกะทิ เติมน้ำปลา น้ำตาล ชิมรสชาดให้กลมกล่อม
4. ใส่กุ้ง ปิดฝาให้เดือดอีกครั้ง แล้วยกลง


กินกับข้าวสวนร้อนๆ เข้ากันมาก



โดย...แม่ห่าน





Tuesday, November 17, 2009

ไก่ต้มขมิ้น







อยากกินไก่บ้านต้มขมิ้น แต่ไก่บ้านจริงๆ คงจะหายาก แม้แต่ที่ซื้อมานี่แม่ค้าบอกว่าเป็นไก่บ้าน ซึ่งจริงๆ น่าจะไม่ใช่คงจะเป็นไข่ไก่ที่แก่ถึงเวลาปลดระวางแล้วมากกว่า เอาเหอะยังไงก็เป็นไก่เหมือนกันล่ะน้า



ซื้อเจ้าไก่นี่มา 1 ซีก ใช้ทุกส่วนที่ซื้อมา เจ้ากระเพาะมันให้เขาผ่าแล้วลอกเอาส่วนที่ไม่พึงประสงค์ออกก่อน


สับเป็นชิ้นตามที่คิดว่าพอดี



ข่า 1 ท่อน
ตะใคร้ 2 ต้น
หอมแดง 2 หัว
ขมิ้น 1 แง่ง
ใบมะกรูด 4 ใบ
ส้มแขก 3 ชิ้น


ทุบขมิ้น ตะไคร้ หั่นข่าเป็นแว่นๆ ตั้งน้ำให้เดือด แล้วใส่ลงไป ตามด้วยส้มแขก


ใส่ไก่แล้วปิดฝาให้น้ำเดือดพล่านอีกครั้ง




เบาไฟให้อ่อนลงเคียวให้เนื้อและหนังเปื่อย เติมน้ำตาล เกลือ ชิมรสให้กลมกล่อม



ตักใส่ถ้วยพร้อมข้าวสวย


โดย...แม่ห่าน







Monday, November 16, 2009

ไม่รู้ครั้งที่เท่าไหร่...กับขนมปังงาขี้ม่อน








ขนมปังงาขี้ม่อนเป็นขนมปังที่ทำบ่อยพอสมควร ใส่เม็ดงากรุปกรอบลงไป กับเนื้อขนมปังที่นิ่ม อร่อยมากๆ ยิ่งได้สังขยาใบเตย ยิ่งอร่อยเข้ากันจริงๆ

แม่ห่านเพิงไปเที่ยวเชียงใหม่มา ขากลับก็หอบหิ้วงาขี้ม่อนมาเกือบ 10 กก. มาแบ่งให้เพื่อนในก้นครัว และเก็บไว้ทำเอง ตอนนี้ก็ใกล้ถึงปีใหม่แล้ว ตั้งใจจะทำคุกกี้งาขี้ม่อนแจกหน่อย



ส่วนผสม
1. แป้งขนมปัง 400 กรัม
2. แป้งเค้ก 100 กรัม
3. นมผง 30 กรัม
4. นมจืด 240 กรัม
5. น้ำอุ่น 50 กรัม
6. ยีสต์ 12 กรัม
7. ไข่ 1 ฟอง
8. เกลือ 1/2 ชช.
9. เนยสด 40 กรัม
10.งาขี้ม่อน 100 กรัม
11. น้ำตาลทราย 100 กรัม


วิธีทำก็เป็นการทำขนมปังโดยใช้เครื่องอัตโนมัติทั่วไป
1. คั่วงาให้หอมแล้วพักไว้
2. ร่อนแป้ง 2 ชนิดและนมผงเข้าด้วยกัน (วันนี้แม่ห่านไม่ได้ใช้นมผง แต่ใช้คอฟฟี่เมตแทน เพราะคราวก่อนที่ทำขนมปังแล้วนมผงหมดใช้คอฟฟี่เมตทดแทนแล้วยังเหลืออยู่)
3. ใส่ไข่ และส่วนผสมที่เป็นน้ำ ลงในโถ ตามด้วยน้ำตาล เกลือ แป้ง และยีสต์
4. เปิดเครื่องที่โปรแกรม 9 ให้โปรแกรมทำงานไปตามเวลา
5. เปิดเครื่องเพื่อเติมเนยสดหลังจากเครื่องทำงานผ่านไปได้ 10 นาที
6. เปิดเครื่องเติมงาขี้ม่อนคั่ว หลังจากเครื่องทำงานผ่านไปประมาณ 20 นาที
7. ให้เครื่องทำงานจนครบตามเวลาในโปรแกรมและพักแป้งตามเวลา


เมื่อพักแป้งครบตามเวลา และเช็คโดยการใช้นิ้วจิ้มลงในแป้งแล้วยุบลงไปตามรอยนิ้ว แสดงว่าใช้ได้ จึงชกไล่ลม แล้วนำแป้งมารีดไล่ลมอีกครั้งก่อนจะม้วนเป็นท่อนแล้วตัดเป็นก้อนๆ ก้อนละ 30 กรัม

ปั้นเป็นก้อนกลมๆ วางในถาดที่ทาเนยขาวแล้ว พักแป้งให้ขึ้นเป็นสองเท่า แล้วอบไฟล่าง 180 องศา นาน 20 นาที เปลี่ยนเป็นไฟบนอีก 5 นาที ให้สีสวยพอดีแล้วนำออกมา ทาหน้าด้วยเนยสดละลาย พักให้เย็นนำออกจากพิมพ์







โดย...แม่ห่าน


Wednesday, November 11, 2009

ดูหมีแพนด้ากับน้องดานาและดีนีย์











เริ่มหน้าหนาวปีนี้ พาเด็กๆ ไปเที่ยวเชียงใหม่ ไปดูหมีแพนด้า หมีกับเด็กๆ บ้านไหนที่มีเด็กๆ จะรู้ดีว่าแค่เห็นในทีวีไม่พอ เด็กๆ จะเรียกร้องอยากดูหมีตัวเป็นๆ ตัวจริงๆ

เด็กๆ บ้านนี้ก็เรียกร้องกันมาตั้งแต่เจ้าหลินปิงเพิ่งคลอดและยังไม่มีชื่อเรียก เห็นในทีวีทีไรก็เรียกร้องอยากดูหมีแพนด้าตัวเป็นๆ จนแม่ต้องนั่งหน้าจอใช้ความพยายามในการจองตั๋วแอร์เอเชีย ตอนที่ลดราคาเยอะๆ และไปเดินตามงานท่องเที่ยวเพื่อซื้อคูปองเช่ารถไว้ ตอนแรกก็จะเดินทางช่วงปิดเทอม แต่พ่อของเด็กๆ มีเวลาว่างไม่ค่อยตรงกับครอบครัว การเดินทางครั้งนี้จึงสรุปกันที่ 6-8 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา





เที่ยวบินแรกของวัน ออกจากสุวรรณภูมิ 6 โมงกว่า จึงต้องออกจากบ้านกันตั้งแต่ตี 4 เพื่อไปให้ถึงสุวรรณภูมิทันก่อนปิดเคาร์เตอร์เช็คอิน ซึ่งก็ลืมไปว่าเวลานั้นปกติรถราก็ไม่ติด จึงต้องไปรอที่สนามบินเกือบชั่วโมง แต่ก็เป็นเรื่องที่ดีเพราะได้ถือโอกาสละหมาดที่สนามบินให้เรียบร้อยก่อนเดินทาง และไปถึงเชียงใหม่ 7 โมงกว่า รอรับกระเป๋า เสร็จแล้วไปดำเนินการเรื่องรถที่ติดต่อเช่าไว้ คราวนี้เป็นซีวิคสีควันบุหรี่ รถดีพอสมควร


เสร็จภาระกิจเรื่องรถเช่าก็กลับไปที่โรงแรม พักกันที่โรงแรมอัล-ฟารูค เป็นโรงแรมเล็กๆ เจ้าของเป็นมุสลิม ราคาก็ไม่แพงคืนละ 460 บาท ไม่รวมอาหารเช้า ถ้ารวมอาหารเช้า 600 บาท ตอนแรกตั้งใจจะเปิดห้องรวมอาหารเช้า แต่เนื่องจากพัก 5 คน เป็นผู้ใหญ่ 3 เด็ก 2 ทางโรงแรมขอคิดราคาอาหารเช้าเพิ่มอีก 1 คน แม่ห่านต่อรองให้แถมเพราะ 2 คนที่เป็นเด็กก็ไม่ได้ทานอะไรเยอะแยะ แต่ทางโรงแรมไม่ยอม ก็เลยไม่รวมอาหารเช้า เพราะแถวนั้นก็มีร้านอาหารเยอะพอสมควร


อาบน้ำอาบท่ากันเสร็จก็ออกเดินทางขึ้นดอยปุย ด้วยความง่วงที่ต้องตื่นนอนกันตั้งแต่เช้า ประกอบกับเส้นทางคดเคี้ยว ทำให้ลูกทัวร์หลับในรถกันเป็นแถว ไปถึงหมู่บ้านม้งบนดอยปุย เด็กๆ งัวเงียไม่อยากลุกมาเดิน จึงปล่อยให้นอนในรถกับพ่อ แม่ออกมาเดินเล่นดูของขายในหมู่บ้าน และเข้าไปถ่ายรูปในสวนดอกไม้


ขึ้นไปอีกนิดเป็นส่วนของอุทยาน เด็กๆ เริ่มตื่นและออกมาวิ่งเล่นสูดอากาศสดชื่นบนดอยกันได้แล้ว อากาศดี ดอกไม้สวย เด็กๆ สนุกสนานกันพอสมควร คราวนี้ถึงเวลาจะลงจากดอยเด็กๆ เริ่มไม่อยากจะลง ต้องใช้แพนด้าเป็นตัวล่อให้เกิดความสนใจอยากลงจากดอย





"สวนสัตว์เชียงใหม่" แหล่งท่องเที่ยวที่เป็นที่กล่าวถึงจากเด็กๆ ใน พ.ศ. นี้ ค่าผ่านประตูในการเข้าเที่ยวสวนสัตว์ก็ได้ราคาต่ำกว่าทั่วไปพอสมควร ได้อานิสงจากที่สนิทสนมกับบริษัททัวร์ ทำให้สามารถซื้อตั๋วรวมในการเข้าเที่ยวชมสวนสัตว์ทั้งหมด 5 คน 590 บาท จากราคาปกติผู้ใหญ่คนละ 250 เด็ก 130 บาท




สวนสัตว์เชียงใหม่ยุคปรับปรุงใหม่ มีอุโมงปลาที่ยาวที่สุดในเอเชีย เขาว่าอย่างนั้น แต่จริงๆ ก็ดูดีกว่าอุโมงปลาของฮ่องกงซะอีก ใช้เวลาอยู่ในอุโมงปลาเกือบชั่วโมงทีเดียว กว่าจะดูครบทั้งหมด




จากนั้นก็เป็นไฮไลท์ที่สำคัญ คือการเข้าไปดูพื้นที่จัดแสดงของหมีแพนด้า ช่วงที่เข้าไปก็เป็นช่วงที่หมียังนอนหลับอยู่ เจ้าหน้าที่บอกว่าจะตื่นตอนบ่าย 3 โมง เลยต้องเดินไปเดินมาเพื่อรอเวลาเกือบครึ่งชั่วโมง ได้ดูช่วงๆ กับหลินฮุ่ย ส่วนเจ้าหลินปิงเขายังไม่ปล่อยออกมาให้ดูผ่านจอเท่านั้น

ท่านอนของหมีก็เป็นที่ถูกใจของเด็กๆ มาก นอนหลับท่าแปลกๆ และเวลาบ่าย 3 โมงเป๊ะ เจ้าช่วงช่วง ก็ตื่นขึ้นมาทันที ตื่นแล้วก็ลงมากินอาหารที่เจ้าหน้าที่เขาจัดเตรียมไว้ ก่อนจะเดินสะบัดตูดขึ้นไปข้างบน ซักพักหลินฮุ่ยก็ตื่น เป็นช่วงที่เด็กๆ เฮฮากันมาก เจ้าแพนด้าน่ารักจริงๆ



จากสวนสัตว์เชียงใหม่ ตั้งใจจะไปไนท์ซาฟารีต่อ แต่เพื่อไม่ให้เสียเที่ยวก็แวะเที่ยวสวนราชพฤกษ์ ที่เป็นพื้นที่จัดงานพืชสวนโลก สวน พรรณไม้ และอาคารต่างๆ ยังสวยงามดีอยู่ แต่คิดว่าเป็นโอกาสดีกว่าตรงที่สามารถถ่ายรูปได้เต็มที่โดยที่ไม่เห็นคนเยอะๆ อย่างตอนเทศกาลงานพืชสวนโลก

รถรางนำชมพื้นที่ก็ยังมีให้บริการ เสียดายถ้าไปช่วงเช้าๆ หน่อยคงถ่ายรูปได้สวยมาก และถ้ามีเวลามากกว่านี้ ต้องนั่งรถชมสวน 1 รอบก่อน แล้วค่อยเดินถ่ายรูปตามจุดที่สนใจ แต่จริงๆ น่าสนใจทุกจุด ทุกสวน




ได้เดินเที่ยวไม่หมด เพราะเวลาเย็นแล้ว และขากลับก็ไม่ทันรถรางเที่ยวสุดท้าย ทำให้ต้องเดินออกมาเอง เจ้าดานารองเท้ากัด จนต้องถอดรองเท้าเดิน บางช่วงต้องขี่หลังแม่อย่างที่เห็นนั่นแหละ




ออกจากสวนราชพฤกษ์ก็เข้าไปเชียงใหม่ไนท์ซาฟารีต่อ ที่นี่เริ่มเปิดให้ชมรอบแรกเวลาหนึ่งทุ่ม ที่นี่แม่ห่านก็ได้อานิสงราคาถูกจากบริษัททัวร์อีกเช่นเดิม ก่อนถึงเวลานำชมสัตว์ในสวนที่มีช้างแสนรู้เชือกหนึ่งชื่อ"น้ำหวาน" เป็นลูกช้างที่น่ารักและเชื่อฟังคำสั่งดี ซื้อกล้วยเลี้ยงช้างไปยี่สิบบาท ก่อนนั่งรถเข้าชมในสวน สัตว์ไม่เยอะเท่าไหร่ สวนสัตว์เขาเขียวน่าดูกว่าเยอะ เด็กๆ ก็หลับคารถเพราะเหนื่อยมาทั้งวัน



เช้าวันที่เริ่มต้นอาหารเช้ากันที่ร้านน้ำชาหน้าโรงแรม มีอาหารเหนือให้เลือกหลายชนิด เด็กๆ เลือกโรตี จิ้มนมข้น ก็เลยสั่งโอวัลตินร้อนๆ มาให้เพิ่ม ของพ่อกับแม่เป็นชาระมิงร้อนๆ ใส่นมข้น หอมอร่อยดีค่ะ


เสร็จจากอาหารเช้า มุ่งหน้าขึ้นดอยอินทนนท์ จุดที่สูงที่สุดในประเทศไทย ขึ้นไปพักผ่อนถ่ายรูปวิว รูปดอกไม้ ขากลับเด็กๆ เมารถกันพอสมควร




ต้องแวะรายทางกันหลายรอบ เล่นน้ำแก้เมารถกันตามน้ำตกเล็กๆ ริมทาง พอหายเหนื่อยหายเมาค่อยเดินทางต่อ


แวะซื้อผักผลไม้จากหมู่บ้านชาวเขา แม่ห่านได้ผักมาหลายอย่าง แต่ที่เสียดายก็คือไม่ได้ซื้อพวกผลไม้แห้งมาด้วย ความคิด ณ ขณะนั้นคิดว่ากลุ่มผลไม้แห้งข้างล่างน่าจะถูกว่าบนดอย จึงไม่ซื้อ แต่พอเดินดูร้านขายของฝากของที่ระลึกแถวๆ ไนท์บาซ่า กลับเจอผลไม้แห้งที่แพงกว่าบนดอย น่าเสียดายจริงๆ ไม่งั้นจะมาทำเค้กผลไม้ให้อร่อยไปเลย





ลงจากดอยมาตอนเย็นๆ วันนี้ไม่เหนื่อยมาก และมีเวลาพักหน่อย เย็นๆ ไปเดินเล่นที่ถนนคนเดิน มีของหลายแปลกๆ และราคาไม่แพง แต่ก็ไม่ได้ซื้ออะไรเหมือนกัน เด็กๆ เดินจนเหนื่อย ตอนแรกก็พาไปเดินไนท์บาซ่าต่อ แต่ดูท่าทางแล้วคงไม่ไหว จึงกลับไปส่งที่โรงแรม ให้เข้านอนกับป้า พ่อกับแม่แอบไปเที่ยวไนท์บาซ่ากันต่อ




เชียงใหม่ไนท์บาซ่าก็ยังเหมือนเดิม ไม่มีอะไรแปลกใหม่ เดินดูจนเหนื่อยก็ไม่มีอะไรถูกใจ ซื้อผลไม้แห้งที่แพงกว่าบนดอยมาเล็กน้อย เดินๆ ก็เจอร้านสปาที่แปลกกว่าที่อื่นก็คือใช้ปลาเป็นตัวนวดเท้า ชื่อ Fish Spa แปลกดีเหมือนกันค่ะ





วันสุดท้ายของทริปนี้ ตั้งใจจะพาเด็กๆ ไปบ่อสร้าง เพื่อวาดรูปบนร่ม แต่จะไปตั้งแต่เช้าก็กลัวจะเบื่อกันซะก่อน จึงเลยไปน้ำพุร้อนสันกำแพง


นั่งแช่เท้าในน้ำร้อนให้ผ่อนคลายหลังจากที่เดินเหนื่อยมาหลายวัน



ออกจากน้ำพุร้อน ก็แวะที่บ่อสร้าง หมู่บ้านทำร่มกระดาษ ที่นี่ไปซื้อร่มเปล่ามาคนละคัน แล้วไปให้ช่างสอนวาดรูปบนร่มให้ สองสาวรีเควสรูปแพนด้า ช่างก็ร่างรูปไว้ให้ก่อน แล้วให้สองสาวระบายสีเอง ใช้เวลากันพอสมควร ระบายเสร็จก็ตากให้สีแห้งระหว่างรอก็ไปเดินเที่ยวเล่นร้านรวงต่างๆ กลับมารับพร้อมจ่ายเงินค่าร่ม 45 บาท ค่าสีคนละ 50 บาท (แล้วแต่จะให้)


ถึงเวลากลับบ้านกันแล้ว ไปสนามบิน คืนรถ เช็คอิน ขึ้นเครื่อง เจ้าดีนีย์น้องเล็ก หลับตั้งแต่สนามบินขึ้นเครื่อง มาปลุกให้ตื่นตอนลงเครื่องที่สุวรรณภูมิ ส่วนเจ้าดานานั่งอ่านหนังสือและวาดรูปจนเมาเครื่องต้องอ้วก 1 รอบ ก่อนเครื่องลง

กลับถึงบ้านประมาณ 2 ทุ่มกว่าๆ จบการเดินทางทริปนี้



โดย...แม่ห่าน







































































ปิด