Wednesday, August 26, 2009

การเวกหน้าบ้าน









ปกติแม่ห่านเป็นคนที่ชอบปลูกต้นไม้และชอบไม้ดอกหอม แม้ว่าบ้านที่อยู่ปัจจุบันจะไม่มีพื้นที่เอื่ออำนวยให้ปลูกต้นไม้ แม่ห่านก็สู้อุตส่าใช้พื้นที่เล็กน้อยปลูกการเวกให้ขึ้นไปเลื้อยเป็นหลังคาหน้าบ้านกันแดดให้กับรถ แต่ไม่สามารถกันฝนได้ แถมยังได้ขี้นกและเศษไม้ใบไม้ตกลงไปบนรถอีก แต่ผลเสียเล็กๆ น้อยๆ ที่มีต่อรถก็ไม่ทำให้แม่ห่านเลิกปลูกต้นไม้ เพราะหน้าร้อนตอนกลางวัน บ้านแม่ห่านยังสามารถนั่งเล่นหน้าบ้านได้บ้าง

ความร่มรื่นจากต้นไม้ กิ่งไม้ ช่วยลดอารมณ์ร้อนๆ ในหน้าร้อนได้ดีทีเดียว แถมดอกที่มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ก็โชยเข้าห้องนอนในตอนเช้าๆ ช่วยให้สดชื่นได้ดีทีเดียว




การเวก หรือมีชื่อเรียกอื่นๆ ว่า กระดังงาป่า, กระดังงาเถา เป็นไม้เถาเลื้อยเนื้อแข็ง มีพุ่มใบหนาแน่น ดอกมีขนาดเล็ก หนาและแข็ง มีกลิ่นหอมจัดในเวลาเย็นถึงค่ำ

ต้น การเวกเป็นไม้เถาเลื้อยเนื้อแข็งที่มีขนาดใหญ่จะมีมือเกาะรูปตะขอยื่นออกมาจากเถา ซึ่งที่บ้านจะต้องระวังเป็นอย่างยิ่งไม่ให้มันยื่นไปเกาะที่สายไฟเข้า พ่อบ้านจึงต้องมีหน้าที่ประจำที่คอยตรวจและตัดกิ่งการเวก เถาบริเวณยอดอ่อนจะเป็นสีเขียว เมื่อเถาแก่ก็จะเป็นสีน้ำตาล

ใบ การเวกจะมีพุ่มใบที่หนาแน่นมากเป็นไม้ใบเดี่ยวออกใบสลับกันตามข้อต้นใบเป็นรูปขอบขนานหรือมนรี ทั้งโคนใบและปลายใบจะแหลมมีก้านใบสัน พื้นใบสีเขียวเข้ม เป็นคลื่นเล็กน้อย ขอบใบเรียบไม่มีจัก
ดอก ดอกการเวกจะออกตรงโคนต้นใบ ลักษณะดอกจะเป็นดอกเดี่ยวตรงโคนก้านดอกจะมีมือเกาะดอกเมื่อแรกออกจะเป็นสีเขียว แล้วจะค่อย ๆ เปลี่ยนไปเป็นสีเหลือง ในหนึ่งดอกจะมี กลีบ ซึ่งแบ่งเป็นชันชันละ 3 กลีบ และมีกลีบเลี้ยง 3 กลีบ ดอกมีขนาดเล็ก หนาและแข็ง กลีบดอกมีลักษ ณะเป็นรูปรี มีเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมียอยู่ภายในดอกเป็นจำนวนมาก ดอกจะมีกลิ่นหอมจัดในเวลาเย็นถึงค่ำ



การเวก สามารถปลูกได้ทั้งการตอนกิ่งและเพาะเมล็ด สำหรับที่บ้านแม่ห่าน ซื้อต้นเพาะชำมาตั้งแต่เข้ามาอยู่ที่บ้านใหม่ ตอนนี้ก็เกือบ 5 ปี แล้ว ต้นใหญ่ ให้ดอกทั้งปี

การดูแลอื่นๆ ก็ไม่เคยทำอะไรเลย ปลูกใกล้ก๊อกหน้าหน้าบ้าน เวลาที่ต้องใช้น้ำทำอะไรแล้วเหลือก็ราดทิ้งมันที่โคนต้นการเวก

สำหรับต้นที่บ้านปลูกมานาน และเลื้อยข้ามไปบ้านข้างๆ ช่วงแรกๆ ก็ตัดออก แต่บ้านข้างๆ ขอให้ปล่อยเลื้อยข้ามไป อาศัยใช้เป็นหลังคาที่จอดรถเหมือนกัน จนกลายเป็นปลูกบ้านเดียวใช้ประโยชน์ได้กับบ้านถึง 2 หลัง คุ้มจริงๆ ค่ะ




ที่มาของข้อมูล http://th.wikipedia.org/




โดย...แม่ห่าน

No comments: