Thursday, July 02, 2009

ออสเตรเลีย...เมืองแห่งศิลปะ และอารยธรรม





เมื่อเครื่องบินจากซิดนีย์ร่อนลงที่เมืองเมลเบิร์น ความรู้สึกแรกที่พวกเราได้สัมผัสความเย็น ซึ่งก็คงไม่ใช่ความหนาวของออสซี่ แต่อากาศเย็นเนื่องจากฝนตก เช็คอินเข้าโรงแรมเสร็จไกด์บอกว่ามื้อนี้เราจะได้กินอาหารไทย โดยร้านคนไทย ที่เปิดอยู่ในโรงแรมที่เราพักกัน ก็เลยฝากไกด์ไปว่าขอไข่เจียวแบบไทยๆ หน่อยนะคะ
ก่อนเวลาอาหารเย็นก็ยังมีเวลาพอที่จะเดินชมเมืองเล็กน้อย ชมเมืองตอนเย็นๆ พร้อมกับเล่าเรื่องเมืองเมลเบิร์นเท่าที่ได้ศึกษามาเล็กน้อย เมลเบิร์นมีสถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่งที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาเยี่ยมเยือนไม่ขาดสาย อีกทั้งเป็นเมืองที่คุณสามารถนั่งรถรางชมเมืองฟรี สิ่งที่คุณจะได้สัมผัสจากนครแห่งนี้ในฐานะเมืองทางใต้ที่มีความหลากหลาย ของอาหารเลิศรสจากภัตตาคารที่มีชื่อเสียง และแหล่งช้อปปิ้งสำคัญ ๆ งานศิลปะงดงาม ที่วิคทอเรียน อาร์ต เซ็นเตอร์ ( Victorian Art Centre ) นั่งเรือ นำเที่ยวล่องเรือชมแม่น้ำยาร์ร่าเพื่อชมทัศนียภาพของเมือง ชมความรืนรมย์และความสวยงามของพรรณไม้นานาชนิด ในสวนสาธารณะมากมายที่เป็นจุดเด่นของเมลเบิร์น เช่น ฟิทซ์รอยการ์เด้น ( Fitzroy Gardens ) , เทสเขอร์รี่ การ์เด้น ( Treasury Gardens ) , โบทานิคการ์เด้น ( Botanic Gardenbs ) หากยังไม่จุใจสามารถขึ้นไปชมความงามของเมืองจากจุดที่สูงที่สุดที่มองความงามได้รอบทิศทางถึง 360 องศาที่ดาดฟ้าของเมลเบิร์น ออบเซอร์ เวชั่น เดค ( Melbourne Observation Deck ) ที่ฟินเดอร์เลน ( Flinders Lane ) คราวน์ เอ็นเทอร์เทนเม้นท์ คอมเพล็กซ์ ( Crown Entertainment Complex ) แต่แม่ห่านก็ไม่ได้ไปครบทุกที่ตามที่ได้เอ่ยมาหรอกค่ะ
เมลเบิร์นเป็นเมืองใหญ่และเมืองท่องเที่ยวก็จริง แต่ร้านรวงและห้างต่างๆ ที่กล่าวมาก็ปิดเร็วมาก 6 โมงเย็นก็เริ่มปิดกันแล้วในขณะที่ผับ เทคต่างๆ จะเริ่มเปิดกันตั้งแต่ 6 โมง และปิดตอนเที่ยงคืน ตอนที่แม่ห่านเดินเล่น ก็เห็นวัยรุ่นยืนเข้าแถวรอหน้าผับ เพื่อจะเข้าไปเที่ยว มีรถม้าให้บริการด้วย แต่คิดเป็นเงินไทยแพงมาก แค่รอบช่วงตึกในประมาณที่เดินรอบได้ แต่ค่ารถม้าประมาณ 800 บาท จึงถ่ายภาพไว้อย่างเดียว เสียดายตังค์ กลับไปนั่งรถม้าที่ลำปางถูกกว่าเยอะ


มื้อเย็นของวันนี้ได้กินอาหารไทย ที่มีรสชาติแบบออสเตรเลีย ซึ่งไม่อร่อยเลย เจ้าของร้านบอกว่าวัตถุดิบบางอย่างแพงมากไม่สามารถทำให้อร่อยอย่างเมืองไทยได้ ที่นี่เด็กในร้านหลายคนเป็นนักเรียนไทย มีเจ้าหนุ่มไทยหน้าตาดีคนหนึ่งมาเดินมาเสิร์ฟให้หลายรอบ สาวๆ ในทริปเริ่มจะเหล่กัน พอเดินมาอีกทีแม่ห่านก็เลยชวนคุยเรื่องออสเตรเลีย ชวนคุยเรื่องเมืองไทย สุดท้ายชวนกลับเมืองไทยด้วยกัน แม่ห่านก็เลยโดนเพื่อนร่วมทริปรุมประณามกันทุกคน

เสร็จมื้อเย็นก็ลงความเห็นกันว่ายังไม่อยากนอน ไปเดินเล่นดูบ้านเมืองดีกว่า เดินกันไปเรื่อยๆ และเจอร้านขายของที่ระลึกหลายร้านที่มีข้อความต้อนรับเป็นภาษาไทย และบางร้านมีลูกจ้างเป็นนักเรียนไทย ที่นี่แหละที่ทำให้รู้ว่า “เวลาไปออสเตรเลียไม่ควรรีบซื้อเครื่องสำอางและของที่ระลึกจากร้านเชอรี่ เพราะมีที่อื่นถูกกว่าเยอะแยะ”





เสน่ห์ของเมืองเมลเบิร์น คือ กลิ่นอายของยุโรปและอังกฤษเมืองแม่ ตัวตึกอาคารเก่าแก่ ได้รับการบูรณะและรักษาไว้เกือบทั้งเมือง ความกลมกลืนระหว่างของเก่าที่มีคุณค่ากับของใหม่ที่ดูทันสมัยเข้ากันไปด้วยดี ตัวอาคารเก่าแก่หลายแห่งถูกอนุรักษ์ไว้และมีการต่อเติมเพิ่มขึ้น โดยไม่ได้ทำลายของเดิม เขาเริ่มกันมาตั้งแต่นานนม ดีที่บ้านเมืองเราหลายแห่งได้ผู้บริหารที่มีวิสัยทัศน์ที่เกิดความคิดอนุรักษ์สิ่งเหล่านี้ไว้ เช่น ที่ภูเก็ต สงขลา


ตึกอาคารสมัยใหม่ รูปแบบแปลกหูแปลกตา สำหรับพวกต่างบ้านต่างเมือง รถราง ซึ่งเขาเรียกว่า Tram เป็นเมืองใหญ่เพียงแห่งเดียวในออสเตรเลียที่มีรถราง วิ่งบนถนน ไม่นับเป็นแบบลอยและใต้ดินเหมือนของบ้านเรา รถรางเป็นรถที่ใช้พลังงานสิ้นเปลืองน้อยกว่า และด้วยความที่เป็นเมืองที่ผู้บริหารเมืองเน้นเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ถนนหนทางก็มีต้นไม้ที่ดูร่มรื่นตลอดทาง ทั้งที่บ้านเมืองเขามีฤดูกาลที่แตกต่างจากของเรา





เมืองเมลเบิร์นเป็นเมืองขนาดไม่ใหญ่นัก เมื่อเทียบกับเมืองซิดนีย์ มีความสำคัญทางเศรษฐกิจไม่น้อยกว่าซิดนีย์ และเป็นเมืองที่เรียกว่า Garden City มองไปทางไหนก็เห็นแต่ต้นไม้เขียวๆ และสวนสาธารณะหลายแห่ง มีน้องที่ออฟิศบอกให้เก็บใบเมเปิลไปฝากด้วย แต่ฤดูนี้ไม่ใช่ฤดูใบไม้ร่วง จึงไม่เห็นใบไม้ร่วงตามพื้นดินหรือพื้นถนน แม้ตามสวนธารณะก็ไม่เห็น และกฎหมายที่นี่เขาห้ามดึงห้ามเด็ด และห้ามตัดต้นไม้ จึงไม่ได้ใบเมเปิลมาฝากน้องๆ



หลังจากรับมื้อเช้าของวันที่สองเรียบร้อยแล้วก็เริ่มออกเดินทางสถานที่แรกก็ไปเยี่ยมบ้านกัปตันคุ๊ก (Cook’s Cottage) ซึ่งอยู่ในสวนสาธารณะฟิทซ์รอย (Fitzroy Gardens) ซึ่งบ้านหลังนี้เป็นบ้านจริงๆ ที่ได้ขนย้ายมาจากประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นบ้านเดิมของกัปตันคุ๊ก กัปตันนักเดินทางผู้ค้นพบประเทศออสเตรเลีย และได้ขนย้ายเข้ามาอยู่ในสวนฟิทร์รอยแห่งนี้เมื่อปี 1755 จากนั้นก็ไปท่องตลาดนัดวิคตอเรียมัวแต่เดินเลือกซื้อของเพลินจนลืมถ่ายภาพเก็บไว้ และอยากจะบอกว่าใครที่ถึงออสเตรเลีย และไปเมลเบิร์นด้วย ให้ไปเลือกซื้อของฝากของที่ระลึกที่นี่แหละ ที่นี่เป็นแหล่งรวมสินค้าพื้นเมือง และสินค้าทั่วไปทุกชนิด แม้แต่สินค้าประเภทเครื่องหนังต่างๆ ตุ๊กตาหมีโคอะล่า ตุ๊กตาจิงโจ้ ทั้งหลายที่นี่ราคาถูกกว่าที่อื่นแล้วค่ะ แม่ห่านเองซื้อจำพวกที่คั่นหนังสือ และดินสอเล็กๆ มาฝากน้องๆ และเด็กๆ ที่บ้าน







อาคารแสดงดอกไม้ที่มีสีสันสวยงาม




ก่อนจะไปถึงเกาะฟิลลิป ได้แวะชิมไวด์ที่ไร่องุ่นแห่งหนึ่ง และคณะของเราก็ได้หิ้วไวด์กลับบ้านกันคนละขวด 2 ขวด







เสร็จจากช้อปปิ้งก็ออกเดินอีกครั้งเพื่อจะไปชมกระบวนพาเหรดของนกแพนกวินที่เกาะฟิลลิป ก่อนไปไกด์ก็พาแวะชิมไวด์ที่ไร่องุ่นแห่งหนึ่ง หลายคนก็เลยหิ้งไวด์กลับบ้านกันคนละขวด 2 ขวด เสร็จแล้วก็เดินทางต่อเพื่อข้ามไปยังฟิลลิป (Phillip Island) เราไปถึงเกาะตั้งแต่ 5 โมงเย็น ยังไม่ถึงเวลานัดของร้านอาหารก็เลยเข้าไปเดินซื้อของฝากกันในซุปเปอร์มาเก็ต ได้ชอคโกแลตมาฝากลูกๆ เพื่อนลูกอีกหลายห่อ จากนั้นก็เป็นเวลาอาหารเย็น วันนี้เรามาเที่ยวเกาะ ก็เลยได้กินอาหารทะเล ซึ่งมีกุ้งมังกร คนละครึ่งตัว






เสร็จแล้วก็เดินทางต่อไปที่ชายหาด Summerland ก่อนถึงเวลาชมนกแพนกวินเล็กน้อย เดินเข้าไปในตัวอาคาร ภายในเป็นส่วนจัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับนกแพนกวิน ร้านขายของที่ระลึกที่สนนราคาแพงเอาการ นกแพนกวินบนเกาะนี้เป็นแพนกวินพันธุ์เล็กที่สุดในโลก น่าจับน่าอุ้มมาก แต่อย่าเชียวนะคะ กฎหมายที่เป็นกฎเหล็กจริงๆ ไม่เหมือนบ้านเรา ที่ชายหาดตอนนั่งรอดูนกห้ามถ่ายภาพด้วย ทุกคนไปนั่งรอที่ชายหาดที่ทำที่นั่งไว้เหมือนสนามฟุตบอล แต่ข้างหน้าเป็นชายทะเล มีไลฟ์การ์ดเฝ้าประจำจุดอยู่รอบๆ พอแสงตะวันเริ่มหาย ตอนแรกเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ซักพักเหมือนมีก้อนอะไรเล็กๆ ลอยกลิ้งมาบนชายหาด ซักพักลุกขึ้นเดินขึ้นบนชายหาดเป็นทิวแถว แล้วก็เริ่มมีเยอะขึ้นเรื่อยๆ จนเป็นฝูง และลดจำนวนลง เมื่ออากาศมืดเต็มที่ ตอนที่เดินกลับขึ้นบนคารข้างบนก็จะเห็นฝูงนกที่กำลังจะเดินกลับเข้ารังเองบ้างประปราย ตัวมันน่ารักมากๆ กลับออกมาที่ลานจอดรถแม่ห่านเจอเจ้านกหลงออกมาข้างนอกตัวหนึ่งก็เลยแอบถ่ายรูปไว้โดยไม่ใช้แฟลช และกลัวเจ้าหน้าที่จับมากๆ แต่ก็ทราบว่าเหตุผลที่เขาไม่ให้ถ่ายภาพเพราะไม่อยากให้แสงแฟลชทำอันตราย และรบกวนนัก แต่การแอบถ่ายครั้งนี้ก็ไม่ได้ใช้แฟลชล่ะนะ









เช้าก่อนเดินทางกลับก็เดินชมเมืองอีกรอบ ชอบที่จอดจักรยานของประเทศนี้มากๆ ว่ากันว่าทุกคนสามารถจอดจักรยานได้โดยไม่หาย อยากให้บ้านเราเป็นอย่างนี้บ้างจังเลย



สุดท้ายก็ต้องโบกมือลา...กลับบ้านเรา รักรออยู่















1 comment:

Bill said...

เปิดแล้วจ้า ร้านเสื้อผ้านำเข้าจากเกาหลี สวยมาก ๆ
เลือกชมเลือกซื้อได้ที่นี่เลยคะ
www.cloth2rich.com/cloth.asp?cid=2620

หรือถ้าอยากเป็นเจ้าของร้านเสื้อผ้าสวย ๆ เอง ง่ายมากคะ ค่าใช้จ่ายแค่ 550 ถูกสุด ๆ! เริ่มขายได้ทันที! ที่นี่เลยนะคะ
http://www.cloth2rich.com/index.asp?cid=2620

สมัครเป็นเจ้าของร้านเพื่อซื้อเสื้อผ้าในราคาถูกยังคุ้มเลยคะ

ขอให้สวยๆ รวยๆ กันทุกคนนะค๊ะ ^^