Tuesday, July 14, 2009

รถเมล์ฟรี จากภาษีประชาชน



หลังจากที่โดนเจ้าแมงกะไซ ชนตูดไปเมื่อหลายเดือนที่ผ่านมา อาศัยวันหยุดยาวในอาทิตย์ที่ผ่านมานี้เอาเจ้าอ้วนซ่าเข้าศูนย์ซ่อมรอยบุบตรงท้ายซะหน่อยปล่อยไว้นานเดี๋ยวสนิมมันจะกินเนื้อเอา และเลือกเอาอาทิตย์ที่มีวันหยุดเยอะจะได้เดือดร้อนนั่งรถเมล์น้อยวันหน่อย ถ้าเอาเข้าอาทิตย์นี้ไปทำงานแค่ ๒ วันที่ต้องใช้บริการรถสาธารณะ

จริงๆ ที่บ้านนี้ก็ใช้บริการรถเมล์อยู่บ่อยๆ โดยเฉพาะ เวลาเจ้าลิง ๒ ตัวอยากไปกรุงเทพฯ (กรุงเทพฯ ของเจ้าลิงก็คือจตุจักร) ก็อาศัยรถเมล์ ขสมก. สาย 134 ขึ้นต้นสาย ทั้งไปและกลับประจำ เจ้าลิง ๒ ตัว อยากนั่งรถเมล์ฟรี มาก แค่เห็นป้ายสีน้ำเงินก็อยากขึ้นทุกที แต่แม่ใจไม่ถึงพอที่จะให้พาลูกขึ้นไป

เมื่อวานตัวเองมีโอกาสได้ใช้บริการรถเมล์ฟรี ก็เลยมาเล่าประสบการณ์ให้ฟังบ้าง ว่าใช้เวลานั่งรอรถเกือบครึ่งชั่วโมง มีรถตู้มาจอดเป็นระยะๆ แต่ไม่อยากขึ้น ด้วยความรู้สึกที่ไม่ดีต่อรถตู้ซักเท่าไหร่นัก ก็อดทนรอจนแน่ใจว่าถ้าครบครึ่งชั่วโมง ไม่ว่ารถแบบไหนมาถึงก่อนจะไปทันที ดังนั้นคันแรกที่เห็นมาแต่ไกลคือรถเมล์ฟรี จากภาษีประชาชนครับท่าน


มองเข้าไปในรถอัดแน่นกันเป็นปลากระป๋อง เอาไงดีฟ่ะ ไม่อยากเข้าไปอัดด้วย แต่ดันตกลงใจ ไว้แล้วว่ารถไหนมาก่อนจะไปรถนั้น เอาว่ะ ขึ้นก็ขึ้นว่ะ เอาตัวอัดขึ้นไปบนรถเมล์

เสียงกระปี๋ตะโกนบอกว่าให้ระวังประตูจะหนีบนะคะ แล้วรถก็กระชากออกไป บางคนที่ไม่ทันตั้งตัวก็เหวี่ยง ไปด้วย แต่ไม่เป็นไร ไม่ล้มหรอกคะ เพราะมันไม่มีที่จะล้ม อิชั้นเองก็ต้องเกร็งกล้ามแขนจับราวแน่นๆ อีกมือถือถุงพิมพ์ขนมปัง ๒ อัน ที่แวะซื้อมาก่อน รอรถเสียงกระปี๋ตะโกนบอกป้ายเป็นระยะๆ แล้วบอกว่าถ้ามีลงให้ส่งเสียงนะค่าๆๆๆๆๆๆๆ คนขับก็จอดทุกป้าย รถที่แน่นอยู่แล้วก็ยิ่งอัดเข้าไป เรื่อย แขนอิชั้นด้านขวาที่เกร็งจับราวอยู่ก็เริ่มอ่อนล้า แต่ขนาดว่าจะเปลี่ยนแขนจับยังขยับลำบากเล้ย ความแน่นในรถที่อัดกันเข้ามาจนแนบแน่นใกล้ชิด ยิ่งกว่าเป็นผัวเมียกันซะอีก อิชั้นบังเอิญไปยืนติดกับหนุ่มน้อยนักเรียน ม.ปลาย ที่ตัวสูงปรี๊ด แอบหันไปดูด้านหลังยังเป็นสาวใหญ่ยืนอยู่ พยายามกระเถิบตัวเองไปยืนใกล้ผู้หญิงไว้ก่อน ถึงแม้จะแน่นจนไม่มีใครกล้าคิดอะไรไม่งาม แต่ขอกันตัวเองออกจากผู้ชายไว้ก่อนดีกว่า ซักพักความเป็นอยู่เริ่มมั่นคง มีเวลาสังเกตรอบๆ ตัวมากขึ้น คุณผู้ชายกล้ามโตข้างหน้าใส่เสื้อบริษัทรถยนต์โปรตรอน แขนเสื้อข้างที่จับราวโหนเลื่อนลงมาที่ไหล่ เห็นรอยสักโผล่ออกมาเล็กน้อยดูแล้วก็น่ามองดี ชักอยากเห็นหน้าแล้วซิ

ถัดไปนิดหนึ่งคุณผู้หญิงหน้าตาบอกบุญไม่รับคนหนึ่ง ยืนหน้าง้ำเหมือนไม่พอใจกับอาการเบียดเสียด และเพิ่มความกระฟัดกระเฟียดมากขึ้นเมื่อคนขับรถ จอดป้ายและมีผู้โดยสารเบียดเพิ่มขึ้นมา ซักพักเมื่อถึงป้ายหน้า เจ้าหล่อนก็ทำหน้าง้ำและกดออด ลงไปคุณผู้ชายข้างๆ ถึงกับออกปากไล่หลังไปว่า “ไม่อยากลำบากก็นั่งรถส่วนตัวซิ”

ป้ายนี้มีผู้หญิงขึ้นมาคนหนึ่ง คุณเธอตัวเล็กมากๆ จับราวไม่ถึงก็เลยพยายามช่วยดันตัวเธอให้ไป จับเก้าอี้ เธอหันมายิ้มขอบคุณตัวเองต้องเลื่อนขยับ ไปด้านหลังอีกคราวนี้ต้องไปยืนด้านหลังผู้ชายคนหนึ่ง ก็เลยต้องใช้ถุงพิมพ์ขนมปังที่ซื้อมาด้วยมากอดไว้ ข้างหน้าคราวนี้เวลารถกระชากก็ต้องเซไปประทะ กับเขา อาศัยถุงนี้เป็นเครื่องกำบัง ซึ่งก็ทำให้เขา หันหน้ากลับมามอง แต่ก็ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ จนมาถึงครึ่งทาง ใช้เวลาไปครึ่งชั่วโมงกว่า ทั้งขาทั้งแขนเริ่มล้าลง แต่ก็ยังขยับไปไหนไม่ได้ ซักพักในแต่ละป้ายส่วนใหญ่จะเป็นคนลง ทำให้ความหนาแน่นเริ่มน้อยลงบ้าง

ตอนนี้เริ่มสังเกตหลายๆ อย่างในรถ มีป้ายประกาศของกระทรวงสาธารณสุขฉบับหนึ่ง ขอความร่วมมือให้ทั้งคนขับรถเมล์ และกระเป๋ารถเมล์ สังเกตอาการของผู้โดยสาร หากมีอาการเป็นไข้ ให้รีบนำส่งโรงพยาบาล ก็ย้อนกลับมาคิดว่า รถแน่นขนาดเงยหน้ามองกันยังไม่ได้เลย แล้วจะไปสังเกตอาการของแต่ละคนได้อย่าง ไรกัน มาตรการนี้ออกมาก็ไม่ได้ช่วยประโยชน์อะไรเลย เมื่อคืนกลับถึงบ้าน ๒ ทุ่มกว่านิดหน่อย เข้าบ้านบอกลูกๆ ว่าแม่นั่งรถเมล์ฟรีมาด้วย เจ้าลิง ๒ ตัว ซักใหญ่เลย อยากรู้ อยากเห็น อยากทราบความรู้สึก แต่แม่อธิบายไม่ถูกแล้วหล่ะ ช่วยนวดให้ก่อนแล้วกัน ตอนนั้นเมื่อยสุดๆ และเหนื่อยมั่ก มากกกก วันนี้ก็เป็นอีกวันที่ยังต้องใช้บริการรถร่วม

ตอนเช้านั่งรถสวัสดิการรับส่งพนักงานเข้ามา รถนั่งสบาย แต่กลับรู้สึกคล้ายจะเป็นลม เพราะบรรยากาศที่มีกลิ่นน้ำหอมปรับอากาศในรถ ตีกับกลิ่นน้ำหอมของสาวออฟิศทั้งหลาย และหน้าต่างทุกบานโดนปิดสนิทด้วยผ้าม่านบังแสง แบบหนา เวลา ๑ ชั่วโมง กลับยาวนานมาก เริ่มรู้สึกปวดหัวปิ๊ดขึ้นมา และอยากจะอ้วก พยายามหลับตาและอดทน จนถึงที่ทำงานและวิ่งเข้าห้องน้ำ แต่ไม่ยอมอ้วก วันนี้ก็เลยปวดหัวทึ้บๆ ทั้งวัน เย็นนี้จะลองเปลี่ยนวิธีกลับบ้านดู จะนั่งรถเมล์สายต่างจังหวัด 680 รังสิต – บางใหญ่ วิ่งออกสายนอก รับลมเย็นๆ สบายใจกว่า แต่อาจจะถึงบ้านช้าหน่อย


โดย...แม่ห่าน


1 comment:

Anonymous said...

อ่านสนุกดีครับ