Friday, July 17, 2009

ไต้หวัน...เกาะสวรรค์ที่งดงาม (5)



เช้านี้เป็นเช้าสุดท้ายของทริปไต้หวัน หลังจากที่เมื่อคืนเดินเที่ยวเมืองไทเป ยามค่ำคืน ซึ่งถ้าเทียบกับกรุงเทพฯ เมืองหลวงของประเทศไทย ยังมีอะไรที่น่าสนใจกว่าเมืองไทเป เช้านี้จะเริ่มต้นด้วยการไปเยี่ยมชม "อนุสรณ์สถานเจียงไคเช็ก" ซึ่งชื่อนี้เป็นชื่อเก่าตั้งแต่ท่านนายพลคนสำคัญผู้สถาปนาไต้หวันถึงแก่อสัญกรรม แต่ปัจจุบันรัฐบาลแข็งกร้าวที่ต้องการแยกไต้หวันออกจากประเทศจีนให้ได้พยายามลบความเป็นจีนของไต้หวัน โดยพยายามที่ให้ประชาชนของประเทศลืมความเป็น "จีน" ที่มีอยู่ในตัว และพยายามที่จะเป็น "ไต้หวัน" หรือ "ไต้หวันนิส"

แต่ในความเป็นจริง ก็คงจะหนีความจริงกันไม่พ้น คนไต้หวันคงปฏิเสธตัวเองไม่ได้ว่าตัวเองเป็นคนจีน จะว่ากันไต้หวันในปัจจุบันไม่มีพื้นที่นั่งในสหประชาชาติ ซึ่งถ้าเทียบตามหลักสากลก็ไม่ใช่ประเทศ แต่เป็นเมืองที่อยู่ภายในการปกครองของประเทศจีน แม้ว่าเดิมทีไต้หวันเคยมีที่นั่งในสหประชาชาติก็ตาม แต่ความเข้มแข็งทางการเมืองของจีนในปัจจุบันก็สามารถข่มให้ใต้หวันเป็นแค่ "ไชนิสไทเป" ในสายตาของชาวโลก ไป

แม้ทางการของไต้หวันจะมีความพยายามที่เปลี่ยนแปลงลักษณะความเป็นไต้หวัน ให้พ้นจากความเป็นจีน และพยายามลบภาพของนายพลเคียงไคเช็กออกจากประวัติศาสตร์ไต้หวัน แต่ประชาชนส่วนใหญ่ก็ไม่ยินยอม และพยายามต่อต้านจนปัจจุบันยังสามารถเปิดอนุสรณ์สถานให้ได้ชมกันอยู่ แม้จะโดนเปลี่ยนชื่อเป็น "อนุสรณ์สถานประชาชนก้าวหน้า" แต่สำหรับชาวไต้หวัน ที่นี่คือ "เจียงไคเช็ก" ของพวกเขา


มารู้จักกับนายพลเจียงกันหน่อยค่ะ


เจียง ไคเชก (ภาษาจีนกลาง: เจียง จุง-เช็ง : Chiang Kai-Shek, Chiang chung-cheng) เกิดเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2430 (ค.ศ. 1887) จบการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยของญี่ปุ่นและกลับมาเป็นขุนศึกค้ำบัลลังก์ของ ดร. ซุน ยัตเซน ถึงแก่อสัญกรรมเมื่อวันที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2518 (ค.ศ. 1975) รวมอายุได้ 88 ปี มีวันเกิดตรงกับวันปล่อยผีของฝรั่ง (Holloween) และมีวันตายตรงกับวันไหว้ผีของจีน (เชงเม้ง)
เป็นผู้นำของจีนระหว่าง พ.ศ. 2471 ถึง พ.ศ. 2492 (ค.ศ. 1928) ถึง (ค.ศ. 1949) ต่อมาได้ไปตั้งรัฐบาลจีนคณะชาติที่ไต้หวัน เป็นผู้หนึ่งที่ร่วมอยู่ในการปฏิวัติ ปี พ.ศ. 2454 (ค.ศ. 1911) ต่อต้านรัฐบาลของหยวนซื่อไข่ และตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2461 (ค.ศ. 1918) ได้เข้าร่วมรัฐบาลพรรคก๊กมินตั๋งของ ดร. ซุน ยัตเซน และเมื่อ ซุน ยัตเซน ถึงแก่อสัญกรรม ในปี พ.ศ. 2468 (ค.ศ. 1925) เจียง ไคเชกได้เป็นผู้นำพรรคแทน และพยายามรวบอำนาจในพรรคด้วยการกำจัดแกนนำพรรคคนอื่น ๆ ด้วยวิธีการต่าง ๆ ทั้งด้วยอำนาจทหารและอำนาจเงิน โดยมีการต่อท่อสายสัมพันธ์อันดีกับสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น กระทั่งสามารถยกตนเองก้าวขึ้นเป็นประธานาธิบดีของจีนแผ่นดินใหญ่



เจียง ไคเชกย้ายที่ตั้งรัฐบาลไปอยู่เมืองหนานจิง (นานกิง) ซึ่งอยู่ใกล้กับภูมิลำเนาเดิมบ้านที่มณฑลเจ้อเจียง แต่จากปัญหาฉ้อราษฎร์บังหลวง และถูกซ้ำเติมด้วยการรุกรานของกองทัพญี่ปุ่นจนเกิดความเดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้า เป็นเหตุให้เกิดกลุ่มต่อต้านขึ้นมามากมายเพื่อโค่นล้มการปกครองของพรรคก๊กมินตั๋ง
กลุ่มที่สำคัญที่สุดคือ พรรคคอมมิวนิสต์จีน จงกว๋อก้งฉ่านต่าง โดยมีเหมาเจ๋อตุง เป็นแกนนำสำคัญของพรรคนี้ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2464 (ค.ศ. 1921) จนกระทั่งกลายเป้นสงครามกลางเมือง ระหว่างปี พ.ศ. 2470 ถึง พ.ศ. 2480 (ค.ศ. 1927) ถึง (ค.ศ. 1937) และระหว่างปี พ.ศ. 2489 ถึง พ.ศ. 2492 (ค.ศ. 1946) ถึง (ค.ศ. 1949) แต่บางครั้งทั้งสองฝ่ายก็หันมาร่วมมือกัน เช่น ในสงครามจีน-ญี่ปุ่น ระหว่างปี พ.ศ. 2480 (ค.ศ. 1937) ถึงปี พ.ศ. 2488 (ค.ศ. 1945) และในสงครามโลกครั้งที่สอง
โดยในช่วงหลังปี พ.ศ. 2488 (ค.ศ. 1945) การทำสงครามกับฝ่ายคอมมิวนิสต์ รัฐบาลเจียง ไคเชกเป็นฝ่ายแพ้ต้องอพยพไปตั้งรัฐบาลจีนคณะชาติที่ไต้หวันในปี พ.ศ. 2492 (ค.ศ. 1949) ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกาด้วยดีตลอดมาจนถึงปี พ.ศ. 2514 (ค.ศ. 1971) จีนคณะชาติที่ไต้หวันถึงถูกถอดออกจากการเป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติ เปิดทางให้สาธารณรัฐประชาชนจีนเข้าเป็นสมาชิกแทน

ที่มา : http://th.wikipedia.org/




เช้านี้อากาศหนาวมาก ลมแรงด้วย บรรยากาศด้านในอนุสรณ์สถานก็เต็มไปด้วยทุกอย่างที่เป็นของนายพลท่านนี้ ไม่ว่าจะเป็นภาพถ่าย ข้าวของเครื่องใช้ ทุกอย่าง รวมกันในนี้ และที่นี่เอง ได้เห็นหนังสือภาษาไทยอยู่ในตู้โชว์หนังสือของพิพิธภัณฑ์ด้วย



ออกจากอนุสรณ์สถานก็เป็นโปรแกรมเที่ยวทะเล ของไต้หวัน ซึ่งเป็นทะเลที่เป็นโขดหินรูปร่างประหลาดที่เกิดขึ้นจากการกัดเซาะโดยธรรมชาติของท้องทะเล มีลักษณะเหมือนฟองเต้าหู้บ้าง เหมือนลิงกอลิลล่าบ้าง หรือที่ขึ้นชื่อสุดก็เป็นหินรูปเศียรราชินี



เสร็จจากการชื่นชมธรรมชาติ ก็เป็นการนำชมหมู่บ้าน และตลาดโบราณจิ๋วเฟิ่น ที่นี่เป็นเหมือนซอยละลายทรัพย์ เพราะเป็นที่เรียกเงินจากกระเป๋าไปได้เยอะที่สุด ที่นี่น่าซื้อทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นขนม อาหารการกิน ของฝาก หรือของที่ระลึกอันเล็กอันน้อยราคาไม่แพง ชิ้นละ 10 เหรียญ (ประมาณ 11 บาท) ซึ่งก็ถือว่าราคาไม่สูง แต่มันน่าซื้อไปทุกอย่าง





ของกินก็มีให้เลือกมากมาย ในภาพด้านล่างเป็นไอติมโบราณ ซึ่งใช้แป้งแบบเดียวกับโรตีสายไหม วางลงแล้วใช้ถั่วตัดก้อนใหญ่ๆ มาไสให้เป็นฝอยๆ วางบนแป้ง โป๊ะด้วยไอติม 2 ลูก แล้วใส่ผักชีโรยหน้าอีก อร่อยทีเดียวราคา 25 เหรียญ





ใครๆ ที่ตอนแรกกะจะไม่ซื้ออะไรก็มาหมดเงินกันที่นี่ และก็รีบจ่ายรีบซื้อก่อนที่จะเดินทางกลับบ้าน จากลากัน "ไต้หวัน...เกาะสวรรค์ที่งดงาม"


โดย...แม่ห่าน










No comments: