Wednesday, July 15, 2009

ไต้หวัน...เกาะสวรรค์ที่งดงาม (4)



วันที่ 4 ของ ทริปเดินทางในไต้หวัน วันนี้ก็เป็นวันที่เรื่อยๆ ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น ตื่นเช้ามา ออกจากโรงแรม เดินทางไปสถานีรถไฟซินคันเซ็น เพื่อนั่งรถไฟหัวกระสุน ซึ่งว่ากันว่าเป็นรถไฟที่มีความเร็วที่สุดในเอเชีย ขณะนี้ เราเดินทางกันจากไทจงเพื่อไปเมืองไทเป และเข้าไปดูงานที่มูลนิธิฉือจี้


การเดินทางโดยรถไฟนั้น ถ้าดูลักษณะรถไฟจากภายนอกรู้สึกเหมือนเร็วมากๆ แต่นั่งภายในความเร็วเป็นปกติไม่รู้สึกเร็วกว่ารถไฟฟ้าบ้านเราซักเท่าใด แค่รู้สึกว่ารถไฟจากไทจงมาไทเปใช้เวลาไม่นาน สภาพภายในรถไฟก็ดีกว่าบ้านเราเยอะ โดยเฉพาะห้องน้ำภายในรถไฟ และเรื่องความเป็นระเบียบเรียบร้อยของผู้โดยสาร แต่ก็เป็นธรรมดาที่เราไปเมืองไหนก็จะเห็นความเป็นระเบียบเรียบร้อยเกือบทุกอย่าง ยกเว้นเมืองไทยที่หาความเป็นระเบียบไม่ได้ แต่เรื่องน้ำใจและความมีไมตรีเมืองไทยเป็นที่ 1 เสมอ



มาถึงไทเป ไกด์รีบให้คนขับรถบึ่งไปที่หน้าอาคารรัฐสภาเพื่อดูการเปลี่ยนเวรยามของทหารยามในประเทศไต้หวัน ซึ่งเป็นที่ขึ้นชื่อเรื่องความเป็นระเบียบ

ไปถึงที่นั่นสิ่งที่เห็นหน้าอาคารก็คือทหารยืนอยู่หน้าประตู 2 นาย และยืนนิ่งๆ ไม่กระดุกกระดิกเลยแม้แต่นิดเดียว นักท่องเที่ยวหลายคนพยายามเข้าไปทำหน้าทะเล้นและแหย่เล่น แต่สายตาของทหารเหล่านี้ก็ได้รับการฝึกมาอย่างดี ไม่มีการเอนเอียงมองไปทางไหน ไกด์เล่าให้ฟังว่าหากมีนักท่องเที่ยวไปแหย่โดยถึงเนื้อถึงตัว ทหารเหล่านี้ก็จะใช้ด้ามปืนกระแทกพื้นให้มีเสียงดัง จะมีเจ้าหน้าที่ด้านในออกมาดุนักท่องเที่ยว หรือหากอากาศร้อนมากก็จะมีเพื่อนทหารออกมาซับหน้าเช็ดเหงื่อให้




ถ่ายรูปกับทหารเหล่านั้นซักพักก็ได้เวลาผลัดเปลี่ยนเวร ก็จะมีขบวนนำหน้าทหารนายใหม่ออกมาโดยการเดินไปรอบหน้าลานรัฐสภาแล้วไปส่ง ณ จุดยืนเวร ก่อนจะนำหน้าทหารนายเก่ากลับไปพักผ่อน คิดๆ ดูก็รู้สึกสงสารนายทหารเหล่านั้นเสียนัก บางคนหน้าตาเด็กๆ ยังน่าถนอมอยู่เลย





ถัดจากนั้นก็เป็นการชมพิพิธภัณฑ์กู้กง ซึ่งที่นี่ไม่มีโอกาสได้ถ่ายภาพภายใน เพราะเป็นสถานที่ต้องห้ามในการถ่ายภาพ เนื่องจากเจ้าหน้าที่เกรงจะไม่สามารถควบคุมการใช้แสงจากกล้องถ่ายภาพได้ จึงต้องห้ามทั้งหมด เพราะแสงแฟลชทั้งหลายจะเป็นตัวการทำลายสภาพของวัตถุโบราณที่มีค่าทั้หลายที่มีอยู่ในพิพิธภัณฑ์


ถึงแม้จะไม่ได้บันทึกเป็นภาพถ่าย แต่ภาพความสวยงามของบรรดาหยกต่างๆ ก็บันทึกอยู่ในความทรงจำ และความรู้สึกทึ่งกับความสามารถของบรรดาช่างโบราณที่สามารถแกะหยกเป็นรูปลวดลายต่างๆ ได้อย่างสวยงามยิ่ง บางรูปเป็นแบบเล็กจิ๋วอย่างที่มนุษย์ไม่น่าจะสามารถทำได้ เพราะต้องใช้กล้องส่องขยายขนาดจึงจะมองเห็น บางรูปมีรูปร่างแปลกๆ รวมทั้งหยกที่มีรูปร่างและสีเหมือนหมูสามชั้นจริงๆ หรือหยกรูปร่างเป็นผักกาดขาว ฯลฯ


หลังจากชมความงามของวัตถุโบราณ อาหารเที่ยงมื้อนี้ก็เป็นภัตตาคารที่เป็นที่นิยมของศิลปินภาพวาดทั้งหลายเป็นยิ่งนัก เพราะทั้งร้านเต็มไปด้วยงานศิลปะ ทั้งภาพวาด ภาพปั้น หรืองานศิลปะอื่นๆ แม้แต่ร้านก็จัดแบบศิลปินจริงๆ อิ่มทั้งอาหารและอิ่มทั้งจิตใจ





เสร็จจากเรื่องอาหารก็เป็นการไปเยี่ยมชมมูลนิธิฉือจี้ ซึ่งเป็นที่รับรู้กันว่าเป็นองค์กรการกุศลที่มีชื่อเสียงในด้านการแพทย์ และสาธารณสุข มีอาสาสมัครเยอะมาก และมีเงินบริจาคสูงสุดในเอเชีย


มูลนิธิฉือจี้ เป็นมูลนิธิที่ดำเนินการทางด้านการบริหารจัดการขยะ ได้นำขยะมารีไซเคิลเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ และส่งไปบริจาคในพื้นที่ธุรกันดาร หรือประเทศที่ประสบภัยทางธรรมชาติ หรือภัยทางการเมือง การดำเนินการทางด้านขยะจนสามารถสร้างโรงพยาบาลได้ และโรงพยาบาลที่นี่ก็เป็นโรงพยาบาลที่ส่วนใหญ่เจ้าหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่อาสาสมัคร แพทย์อาสาสมัคร และช่วยเหลือผู้ที่เดือดร้อนและประสบภัยต่างๆ ที่นี่มีสถานีโทรทัศน์เป็นของตัวเอง




จากในภาพที่เห็นข้างเป็นผ้าห่มที่ได้มาจากการรีไซเคิลขวดพลาสติก และเสื้อโปโลที่แปรรูปจากขวดน้ำสีเขียว จำนวน 7 ใบ เจ้าหน้าที่บอกว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ในถังขยะทั้งหมดเป็นเงิน หากเรารู้จักนำไปแปรรูปและบริหารจัดการ





เสร็จสิ้นจากการดูงาน เราก็ไปรับอาหารค่ำกันที่ภัตตาคารแห่งหนึ่ง ในภัตตาคารแห่งนี้ให้ความรู้สึกเหมือนห้องอาหารริมทางแถวบ้านเรามากๆ เพราะในความรู้สึกของเราการกินอาหารในภัตตาคาร จะต้องให้ความเป็นส่วนตัว นั่งสบาย แต่ที่เป็นภัตตาคารสไตล์คนจีน ที่มีเสียงเอะอะโวยวายตลอดลูกค้าแต่ละโต๊ะซดเหล้ากันเป็นว่าเล่น คนที่คอแข็งกันมาก ซดเหล้ากันแบบเพียวๆ ทุกคน พวกเราต่างก็รีบกินและรีบออกจากร้านโดยเร็ว ก่อนที่จะไปต่อกันที่ตึกไทเป 101 ซึ่งเป็นตึกสูงอันดับต้นๆ ของโลกเช่นกัน ขึ้นไปดูบรรยากาศยามค่ำคืนของเมืองไทเป โดยใช้ลิฟท์ที่มีความเร็วสูงมาก รู้สึกได้ถึงหูที่อื้อขึ้นมาทันที ในลิฟท์มีการจำลองลักษณะดวงดาวบนท้องฟ้าให้ผู้โดยสารได้เพลิดเพลิน แต่ใช้เวลาเพียงชั่วครู่ก็ถึงแล้ว


ตึกไทเป 101 เป็นอาคารที่ออกแบบให้รองรับแรงสั่นของแผ่นดินไหวโดยการใช้ลูกตุ้มอยู่กลางอาคาร เพื่อให้มีการทรงตัวในการเคลื่อนไหวไปมา เพราะไต้หวันเป็นประเทศที่มีลักษณะเป็นเกาะและมีแผ่นดินไหวบ่อยเช่นเดียวกับญี่ปุ่น


มีบริการถ่ายภาพในลักษณะของการจำลองการปีนตึกให้กับนักท่องเที่ยว ราคาไม่แพงมาก แต่คิวยาว คณะของเราไม่มีใครถ่ายกัน เพราะจุดหมายใหญ่อยู่ทีการจะไปช้อปปิ้งกันต่อ




ออกจากตึกไทเป ไกด์พาชาวคณะบางคนไปส่งกลับที่โรงแรม และเด็กๆ อย่างพวกเราขอไปเดินต่อกันในตลาดกลางคืน แต่ก็ดึกเกินไปแล้ว ร้านค้าส่วนใหญ่เริ่มเก็บของกัน ก็ได้ของฝากน้องๆ เด็กๆ ที่เมืองไทยกันเล็กๆ น้อยๆ เจอสาวน้อยคนหนึ่ง เป็นนักเรียนไทย เป็นพนักงานขายของที่ร้านเสื้อผ้าเด็กกำลังเลิกงานพอดี น้องใจดีพาไปซื้อชานมไข่มุกแท้ๆ ให้ลองกินกัน ก่อนจะรีบกลับบ้าน พวกเราก็เดินต่อกันอีกเล็กน้อยก่อนจะเรียกแท็กซี่กลับโรงแรม
โดย...แม่ห่าน





No comments: