Friday, July 10, 2009

ไต้หวัน...เกาะสวรรค์ที่งดงาม (2)



เช้าแรกของในไต้หวัน และเมืองผูหลี่ เมื่อคืนก็นอนหลับสบายดี เกือบไม่ต้องเปิดแอร์ด้วยซ้ำ อากาศจนถึงหนาว วันนี้ก็ยังเย็นอยู่ แต่ไม่ถึงกับหนาวมาก รับอาหารเช้าในโรงแรม ซึ่งแม่ห่านขอเป็นข้าวต้มกับไข่ตุ๋นใบชา และผักดอง ตามด้วยน้ำเต้าหู้กับขนมปังปิ้ง ขออิ่มท้องไว้ก่อนค่ะ

เสร็จแล้วก็เดินโต๋เต๋ไปหน้าโรงแรม สังเกตเห็นร้านเล็กๆ ร้านหนึ่ง ซึ่งร้านลักษณะนี้มีเยอะมากในไต้หวัน มาทราบทีหลังว่าเป็นร้านขายหมาก ไกด์ก็อธิบายให้ฟังว่าคนไต้หวันนิยมกินหมากกันมากๆ และสังเกตเห็นว่ามีการปลูกหมากอยู่ทั่วไป เป็นหมากที่กินกับพลูเหมือนบ้านเรา แต่คนไต้หวันนิยมกันหมากอ่อนกับใบพลู แม้แต่วัยรุ่นไต้หวันก็นิยมกินหมากกันมาก บางร้านถึงกับมีสาวๆ นุ่งน้อยห่มน้อยเป็นคนขายหมาก และที่นี่เขาเข้มงวดเรื่องการขายชนิด อนุญาตให้ขายหมากอย่างเดียว ห้ามขายอย่างอื่น ซึ่งเขาก็ทำได้จริงๆ


ไต้หวันเป็นประเทศที่มีความรับผิดชอบในเรื่องของสิ่งแวดล้อมมากๆ มีการแยกขยะจัดเจน และทำได้จริงๆ อย่างถังขยะที่เห็นในภาพใช้ทิ้งขยะที่รีไซเคิลได้เท่านั้น ไม่มีการทิ้งขยะอื่นๆ เข้ามาปะปน ลักษณะอีกอย่างของไต้หวันก็คือแผนที่บอกทาง ซึ่งจะมีอยู่ตามจุดและแยกต่างๆ ในเมือง แม้แต่เมืองต่างจังหวัดอย่างผูหลี่ก็มีอยู่ทุกมุมเมือง




เสร็จแล้วไกด์ก็เริ่มมองมาเพื่อจะเรียกให้ไปขึ้นรถได้แล้ว โปรแกรมแรกเป็นการไปนมัสการพระอัฐของพระถังซำจั๋งที่วัดพระถังซำจั๋ง คนไต้หวันส่วนใหญ่เป็นชาวพุทธนิกายมหายาน จุดเด่นของนิกายนี้อยู่ที่แนวคิดเรื่องการบำเพ็ญตนเป็นพระโพธิสัตว์สร้างบารมีเพื่อช่วยเหลือสรรพชีวิตในโลกไปสู่พระนิพพาน ด้วยเหตุที่มีผู้นับถืออยู่มากในประเทศแถเหนือจึงเรียกได้อีกชื่อหนึ่งว่า อุตตรนิกาย ปัจจุบันพุทธศาสนิกชนส่วนใหญ่ของโลกเป็นผู้นับถือนิกายมหายาน แต่ประเทศไทยเป็นเมืองพุทธนิกายหินยาน




อากาศยามเช้าภายในวัดที่มีหมอกลงหนาทึบ ก็หนาวพอสมควรสำหรับคนที่อยู่ในเมืองร้อนอย่างประเทศไทย แต่หลายคนในทริปนี้กลับชอบใจ เพราะเมืองไทยไม่มีอากาศอย่างนี้ สำหรับแม่ห่านแล้วถือว่าหนาวมาก เพราะแค่ปักษ์ใต้ของประเทศไทยก็ร้อนตับแตก ไม่เคยเจออาการหนาวขนาดนี้ แต่ถ่ายภาพออกมาได้สวยงามมากทีเดียว
หลังจากนมัสการพระอัฐของพระถังซำจั๋งกันแล้วก็ไปสักการะศาสดาขงจื้อต่อที่วัดเหวินหวู่ วัดนี้อยู่เหนือทะเลสาบสุริยัน-จันทรา ขึ้นไป อากาศหนาวมาก หมอกยิ่งลงหนาทึบกว่าเดิม ผู้ร่วมเดินทางที่เป็นผู้ใหญ่ท่านหนึ่งได้ล้มลงที่นี่ ซี่งตอนแรกไม่มีอาการอะไร ยังเที่ยวต่อไปได้










จบจากวัดก็ไปลงไปเที่ยวทะเลสาบสุริยันจันทรากันต่อ ซึ่งเป็นจุดน่าสนใจจุดหนึ่งของไต้หวัน เป็นทะเลสาปที่งดงามและโรแมนติกดั่งภาพเนรมิตตั้งอยู่ใจกลางของเกาะท่ามกลางภูเขาที่เรียงรายโอบล้อม การล่องเรือชมทะเลสาบเป็นการชมความงามที่ใกล้ชิดที่สุด แต่อากาศที่หนาวและหมอกลงจัดทำให้การออกนั่งชมบรรยากาศก็สะดุดสำหรับคนเมืองร้อนอย่างข้าพเจ้า


กลางทะเลสาบมีเกาะเล็กๆ ที่มีต้นไม้รูปทรงประหลาดอยู่ต้นหนึ่ง ว่ากันว่าเดิมทีต้นไม้ต้นนี้น้ำท่วมขังจนใกล้จะตาย ชาวบ้านต้องช่วยกันขนดินมาถมเพื่อให้เป็นเกาะเล็กๆ สำหรับให้ต้นไม้มีชีวิตอยู่ต่อไป คนไต้หวันเป็นชนชาติที่ค่อนข้างมีสามัญสำนึกในเรื่องของสิ่งแวดล้อมกันมากที่สุด และช่วยกันดูแลรักษาทั้งเรื่องของขยะ และดูแลเรื่องการรักษาชีวิตต้นไม้ให้อยู่คู่บ้านคู่เมือง ไม่ให้มีการทำลาย ขนาดต้นไม้น้ำท่วมแค่ต้นเดียว ชาวบ้านยังช่วยกันดูแล อยากให้คนไทยมีสามัญสำนึกอย่างนี้บ้าง









ออกจากทะเลสาบก็ไปสนุกกันต่อที่สวนสนุก และชมวัฒนธรรมชนกลุ่มน้อย 9 เผ่า ของไต้หวัน ที่นี่ได้เผชิญความตื่นเต้นของเล่นชิ้นใหม่ที่เมืองไทยยังไม่มี ก็คือเจ้า UFO จานบินที่ลอยขึ้นที่ความสูง 500 เมตร แล้วทิ้งดิ่งลงมาทันที เป็นความตื่นเต้นมากๆ ตอนแรกที่เข้าไปต่อคิวเล่น เจ้าหน้าที่พยายามจะให้ถอดผ้าคลุมหิญาบออก แต่แม่ห่านไม่ยอม และยืนว่ามันติดแน่นดี เขาก็ยอมให้ขึ้น ขึ้นไปบนยอดสูงแล้วหมุนรอบๆ ตัว เห็นวิวรอบสวนสนุกสวยงามมากๆ แต่ตอนนั้นไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัว กลัวจะพลัดตกลงมา ทั้งๆ ที่มั่นใจว่าอุปกรณ์ของเขามีความปลอดภัยเต็มที่ก็ยังกลัวอยู่













ตอนแรกจะค่อยๆ ปล่อยลงมาเรื่อยๆ พอเหลือความสูงประมาณ 300 เมตร จะทิ้งดิ่งลงมาทันที ตอนนี้แหละคิดถึงพระเจ้า คิดถึงความตาย คิดถึงลูกเป็นที่สุด และเข้าใจความรู้สึกของคนที่ตกจากที่สูงเป็นอย่างไร ตอนนั้นแม่ห่านหลับตาปี๋ คิดถึงพระเจ้าและขอพรต่อพระเจ้า และก็ลงมาด้วยความปลอดภัย ขาสั่นเล็กน้อย


หลังจากนั้นก็ไม่มีอะไรตื่นเต้นแล้ว นั่งกระเช้าชมสวนต่อตกลงกันว่าจะกลับมานั่งเจ้า UFO อีกรอบ เพราะเพื่อนบางคนบอกให้ลองลืมตาดูตอนที่ทิ้งดิ่งลงมา จะได้ไม่เสียว ก็เลยอยากรู้ความรู้สึกตอนนั้น กลับไปนั่งอีกรอบ คราวนี้ไม่ปิดตาแล้ว แต่กลับกลายเป็นว่าไม่ปิดตายิ่งเสียวและน่ากลัวมากกว่า


จริงๆ สวนสนุกแห่งนี้เป็นสถานที่จัดงานซากุระบาน ซึ่งก็ยังมีให้เห็นอยู่เล็กน้อย ซากุระที่ไต้หวันจะมีสีเข้มกว่าซากุระญีปุ่นเล็กน้อย แต่ถ้าบานเยอะๆ ก็จะสวยงามสะพรั่งไปทั้งสวน



หลังจากนั้นก็ไปเติมพลังด้วยอาหารเที่ยง และจะไปเยี่ยมชมวัดใหญ่จงไถซานซื่อกันต่อ ซึ่งจะได้ดูเรื่องการดูแลกำจัดขยะและรีไซเคิลต่อไป


แต่บังเอิญที่ผู้ใหญ่ที่หกล้มไปเมื่อเช้า รู้สึกอาการไม่ค่อยดี ก็เลยต้องพาไปตรวจละเอียดที่โรงพยาบาล เพื่อเอ็กซเรย์กระดูกดู ใช้เวลานานพอสมควร ไกด์ต้องโทรไปเลื่อนนัดที่วัดออกไป ซี่งทางวัดก็เข้าใจและไม่ถือสา สุดท้ายเดินทางเข้าไปถึงวัดเป็นเวลาบ่ายสองโมงกว่าไปแล้ว ทางวัดให้การต้อนรับเป็นอย่างดีเนื่องจากคณะที่มา ได้มาในนามมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงติดอันดับต้นๆ ของเมืองไทย นำชมสถานที่สำคัญๆ ของวัด ซึ่งวัดทั่วไปของนิกายมหายานจะมีรูปปั้นที่เป็นสัญลักษณ์เทพเจ้าทั้งหลาย รูปปั้นศาสดาขงจื้อ และบรรดาอรหันต์ต่างๆ ที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุดก็คือการได้เข้าไปชมในสถานที่หวงห้ามของวัด ซึ่งสงวนไว้สำหรับบรรดาสาวกเท่านั้น แต่ทางวัดห้ามถ่ายภาพ ได้เห็นห้องสมุดพระธรรมซึ่งมีประไตรปิฏกหลายภาษามาก รวมทั้งพระไตรปิฏกโบราณ และได้เห็นความยิ่งใหญ่อลังการของวัดด้วย










ที่นี่แม่ห่านได้หยอดเหรียญซื้อ postcard ไปชุดหนึ่ง เผื่อว่าเจอไปรษณีย์จะได้ส่งให้เจ้าตัวเล็กที่บ้านด้วย และคืนนี้ก็ต้องนั่งรถต่อไปยังเมืองเจียอี้ เพื่อที่จะได้ชมสวนสนพันปี แห่งอุทยานอาลีซันต่อไป


โดย...แม่ห่าน




No comments: