Thursday, July 30, 2009

มาทานอาหารรสจัดแบบ "กันเอ๊ง กันเอง"








ปกติแม่ห่านไม่ค่อยมีข้อมูลเรื่องร้านอาหารมากนัก เพราะแม่ห่านเป็นมุสลิมและค่อนข้างระมัดระวังเรื่องอาหารการกินมากหน่อย ถ้าร้านปกติทั่วไปน้อยมากที่จะเข้าไปนั่ง ยกเว้นมีวาระพิเศษที่ต้องไปร่วมกับหน่วยงานหรือเพื่อนๆ



สำหรับร้านนี้แม่ห่านไปครั้งแรกเพราะต้องเลี้ยงน้องๆ ในฝ่าย น้องๆ เขาเสนอขอไปร้านนี้ เพราะอยู่ไม่ไกลจากที่ทำงานและอาหารรสจัดถูกปากทุกคน




พิกัดของร้านตั้งอยู่บนถนน 347 (เชียงรากใหญ่) ก่อนทางกลับรถเพื่อจะย้อนกลับไป ม.ธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ถ้าไปจากถนนเชียงรากเส้นหน้า ม.ธรรมศาสตร์ ก็ขึ้นสะพานสร้างใหม่เส้นไปบางประอิน พอลงสะพานเล็กน้อยจะเห็นร้านอยู่ซ้ายมือ


บรรยากาศภายนอกร้าน ก็จะเห็นเป็นร้านเล็กๆ มีเพียง 6- 7 โต๊ะ มีต้นไม้ร่มรื่น ที่จอดรถกว้างขวางดีค่ะ




อาหารแนะนำจานแรกแค่เห็นก็ซี้ดซ้าดค่ะ ปลากระทิงคั่วกลิ้ง จานนี้ถูกปากแม่ห่านจริงๆ


จานนี้เป็นไก่บ้านทอดเกลือ คนอื่นเขาบอกว่าอร่อย แต่แม่ห่านไม่ได้ชิมค่ะ แต่หน้าตาน่าทานมาก




จานนี้เป็นผัดเผ็ดไข่อ่อน รสจัดซี้ดซ้าดเช่นกัน อร่อยค่ะ


ถ้วยนี้เป็นปลาคังต้มโคล้ง จริงๆ แนะปลากระทิงต้มโคล้งอีกเมนู และปลารากกล้วยทอดกรอบ ซึ่งอร่อยอย่าบอกใครเชียว



ด้านในจัดร้านแบบร้านอาหารเปิดทั่วไป เหมาะสำหรับนั่งทานเล่นแบบสบายๆ ร้านนี้เหมาะสำหรับคอดริ้ง นั่งกินไป ดื่มไป คุยไป
โดย...แม่ห่าน











Tuesday, July 28, 2009

มังคุด ชิฟฟอนเค้ก






ผลไม้ไทยในฤดูที่ล้นตลาดอย่างนี้ ราคาถูกแสนถูก ถูกจนคิดว่าเจ้าของสวนเขาจะได้อะไรบ้างนะ อย่างบ้านแม่ห่านที่ต่างจังหวัดจะปลูกผลไม้ไว้ข้างบ้าน อย่างละต้น 2 ต้น ไว้กินในครอบครัว ที่บ้านจึงมีผลไม้กินทุกฤดู แม่ห่านเป็นคนที่ชอบกินมังคุดมากๆ คิดจะเอามาปลูกไว้ที่บ้านเพิ่ม แต่พ่อไม่ชอบ บอกว่ามังคุดเป็นผลไม้ที่ต้องเสียเวลาในการเก็บเกี่ยวเป็นที่สุด ซื้อกินเอาง่ายกว่า เวลจะสอยก็ได้ทีละลูก ยางก็เยอะ จึงไม่ได้ปลูกซักที แต่ยังไงก็ถือว่าการซื้อกินก็ดีหน่อย จะได้ช่วยเหลือชาวสวนบ้าง


ช่วงนี้มังคุดลูกขนาดกลางๆ ตกกิโลละ 15 บาท แม่ห่านซื้อคราวละ 5 กิโล มานั่งปอกให้เด็กๆ กินที่บ้าน และเห็นว่ามังคุดมีเยอะ ก็เลยลองสรรหาสูตรที่ทำขนมอบจากมังคุด มาเจอสูตรจากหนังสือ "เค้กสุขภาพ" โดย รศ.จริยา เดชกุญชร ซึ่งในเล่มนี้มีสูตรเค้กเพื่อสุขภาพอยู่หลายสูตรด้วยกัน 1 ในนั้นก็มีชิฟฟอนมังคุด แม่ห่านก็เลยทดลองทำดู ออกมาหน้าตาดีทีเดียว



มาดูส่วนผสมกันนะคะ

ก.
1. แป้งเค้กพัดโบก 130 กรัม

2. น้ำมังคุดปั่นเข้มข้น 120 กรัม

3. นมข้นจืด 80 กรัม

4. น้ำมันพืช 100 กรัม

5. ไข่แดง 5 ฟอง

6. ผงฟู 1 1/2 ช้อนชา

7. น้ำตาลทราย 100 กรัม

ข.

8. ไข่ขาว 5 ฟอง

9. ครีมออฟทาทาร์ 1/4 ช้อนชา

10. เกลือ

11. น้ำตาลทราย 50 กรัม

วิธีทำน้ำมังคุด

1. คัดมังคุดลูกสวยๆ ซัก 3 ลูก ล้างให้สะอาด

2. ปอกเปลือกให้เป็นชิ้นเล็กๆ แล้วใส่เครื่องปั่นผลไม้ เติมน้ำเล็กน้อย ปั่นมันทั้งเปลือกทั้งเนื้อนั่นแหละ

3. กรองกากให้เหลือแต่น้ำข้นๆ ให้ได้ 120 กรัม









วิธีทำตามวิธีของการทำชิฟฟอนเค้ก

1. ร่อนแป้งกับผงฟูให้เข้ากัน บ้านนี้ใช้แรงงานเด็กค่ะ

2. ผสมน้ำตาลทรายในแป้ง ใช้ตะกร้อมือคนให้แป้งกับน้ำตาลเข้ากันดี

3. ผสมไข่แดง น้ำมันพืช นมข้นจืด เกลือ และน้ำมังคุด คนให้เข้ากัน จะได้น้ำข้นมากทีเดียว (ตามสูตรให้ใส่สีม่วงเข้าไปเล็กน้อย แม่ห่านไม่มีก็เลยไม่ใส่ออกมาเป็นเนื้อเค้กสีน้ำตาลแทนที่จะเป็นสีม่วงแบบมังคุด)

4. ทำแป้งให้เป็นหลุมตรงกลางเทส่วนผสมของเหลวลงในแป้ง

5. คนให้เข้ากัน ให้น้ำตาลละลายให้หมด แล้วพักส่วนผสมไว้






ได้ส่วนผสมค่อนข้างข้นมากทีเดียว สีออกน้ำตาลหน่อย










6. พักส่วนแป้งไว้แล้วตีไข่ขาวให้เป็นฟองเล็กน้อย

7. ใส่ครีมออฟทาทาร์ แล้วตีต่อด้วยความเร็วสูงสุด

8. ค่อยๆ ใส่น้ำตาลทรายทีละน้อย และตีจนเป็นฟองเยอะ และไข่ขาวตั้งยอดอ่อน

9. นำไข่ขาวมาตะล่อมผสมกับแป้งอย่างเบามือ และเร็วที่สุด

10. เทใส่พิมพ์ที่รองกระดาษไขไว้ นำเข้าอบ 175 องศา ไฟล่าง 20 นาที ไฟบน 150 องศา 5 นาที



นำออกจากเตาพักให้เย็น แล้วเคาะออกจากพิมพ์วางไว้บนตะแกรงให้เย็น





















พักส่วนผสมแป้งไว้แล้วมาทำครีมไข่ขาวกันต่อ

ส่วนผสมครีมไข่ขาว
1. ไข่ขาว 4 ฟอง

2. ครีมออฟทาทาร์ 1/2 ช้อนชา

3. น้ำตาลทราย 200 กรัม

4. น้ำเปล่า 100 กรัม

วิธีทำ
1. ละลายน้ำเปล่ากับน้ำตาลและเกลือแล้วตั้งไฟอ่อนจนน้ำตาลละลายใสข้นเล็กน้อย

2. กรองน้ำตาลด้วยผ้าขาวบาง

3. ตีไข่ขาวจนเป็นฟองหยาบแล้วใส่ครีมออฟทาทาร์ จนตั้งยอดอ่อนค่อยๆ รินน้ำเชื่อมใส่ลงไปในไข่ขาวแล้วตีต่อจนตั้งยอดแข็ง

4. นำครีมมาโป๊ะแต่งหน้าตามใจชอบ และตามความสามารถของแต่ละคน

แม่ห่านแต่งหน้าเป็นก้อนขนาด 1 ปอนด์ ได้ 1 ก้อน แล้ว ทำเป็นชิ้นชิฟฟอน 2 ชั้น ได้ 8 ชิ้น

โดย...แม่ห่าน
















Monday, July 27, 2009

ขนมปังแซนวิช นุ่มๆ เหนียวๆ


ช่วงนี้กำลังหลงใหลกับขนมปัง ทำได้ทำดี ทำทุกอาทิตย์ เจอวันหยุดก็ขลุกอยู่ในครัว จน 2 ลิ่ง เริ่มบ่นว่า มาม๊ะ ไม่ค่อยจะเล่นกับหนูเลย แต่หนูๆ ก็ชอบกินขนมปังฝีมือแม่นี่นา 555 ไม่รู้ว่าชอบกินจริง หรือแม่ไม่ยอมซื้อให้กิน ก็เลยต้องทนกินขนมปังฝีมือแม่


สัปดาห์ก่อนทำขนมปังแซนวิชสูตรใช้เนยขาว ซึ่งก็ขาวนุ่ม เหนียว ใช้ได้ทีเดียว เป็นสูตรมาจากหนังสือ "อาชีพแก้จน" ของอาจารย์นวรัตน์ เอี่ยมพิทักษ์ (วันหลังค่อยถ่ายภาพปกมาให้เห็นกัน) ขนมปังและคุกกีจากหนังสือเล่มนี้อร่อยใช้ได้ทีเดียว คราวนี้มาลองขนมปังแซนวิชจากหนังสือเล่มเดียวกัน แต่คราวนี้ทำโดยใช้แป้งหมัก และหมักแป้งแบบเหลวๆ กันทีเดียว และใช้เวลาทำหลายวันพอสมควร

ขนมปังสูตรนี้เป็นการหมักแป้งไว้ก่อน โดยใช้เวลาหมักถึง 3 วัน ก่อนจะนำส่วนของแป้งหมักมาผสมนวดกับแป้งขนมปังอีกครั้งหนึ่ง

ส่วนของแป้งหมัก

1. แป้งขนมปัง 2 ถ้วย

2. น้ำอุ่น 2 ถ้วย

3. ยีสต์ 10 กรัม

วิธีทำ
คนรวมกัน หาผ้าคลุม พักไว้ในที่อุ่นๆ 3 วัน ตามสูตรให้เปิดมาคนทุกวัน วันละ 3-4 ครั้งวันแรกมันจะเป็นก้อนๆ แต่ต่อไปมันจะเหลวขึ้น ไม่ต้องกลัวมันเสียพอครบ 3 วัน ให้เอาเก็บไว้ในตู้เย็นช่องธรรมดาได้ประมาณ 1 เดือน

แม่ห่านใส่ถ้วย และคลุมผ้าขาวบางเก็บไว้ในเตาอบ ก่อนจะเปิดออกมาคน วันแรกจะมีแป้งอยู่ด้านบน น้ำอยู่ด้านล่าง ก็ต้องคนให้เข้ากัน แม่ห่านได้คนวันละ 2 ครั้ง ตอนเช้าก่อนไปทำงานกับตอนเย็นกลับจากทำงานก็รีบมาเปิดคน เสร็จแล้วก็เก็บใส่ตู้เย็นไว้ รอทำวันเสาร์


มาดูส่วนผสมของตัวขนมปังกันคะ


1. แป้งขนมปัง 4 ถ้วย

2. ยีสต์ 10 กรัม

3. น้ำอุ่น 1 3/4 ถ้วย (แม่ห่านใช้ 1 ถ้วยก่อน พอนวดไปซักพักเห็นว่าไม่แฉะก็เติมไปอีกแต่ไม่หมด)

4. แป้งหมัก 1/2 ถ้วย

5. น้ำมันมะกอก 2 ชต

6.น้ำตาลทราย 30

7.เกลือ 2 ชช


วิธีทำ


ตามวิธีใช้เครื่องนวดเลยค่ะ
1. แป้งหมัก น้ำอุ่น น้ำตาล เกลือ ใส่ลงไปในโถก่อน

2. ใส่แป้งร่อนแล้ว ตามด้วยยีสต์ เปิดโปรแกรม 9 นวด

3. ผ่านไปประมาณ 5 นาที เติมน้ำมันมะกอก แล้วเห็นแป้งจะแห้งไปก็เลยเติมน้ำลงไปอีกเล็กน้อย

4. นวดต่อจนครบตามเวลาและหมักแป้งจนขึ้นเป็น 2 เท่า

5. ชกไล่ลมและนำมารีดไล่ฟองอากาศ ก่อนจะตัดแบ่งก้อนละ 500 กรัม ใส่พิมพขนมปังปอนด์ ได้ 2 พิมพ์ กับเหลืออีกประมาณ 180 กรัม นำมาตัดแบ่งเป็นก้อนเล็กๆ ทำขนมปังแฮมชีท แบบขี้เกียจๆ ออกมาหน้าตาแบบนี้แหละ เ

จ้าแฮมนี่แม่ห่านใช้ บาโลน่าไก่ของสหฟาร์ม ได้รับมาตรฐานฮาลาลเรียบร้อบแล้ว มุสลิมสามารถทานได้ ซื้อเก็บไว้หลายแพคทีเดียว ไว้สำหรับทำขนมปังให้เจ้า 2 ลิง ตอนนี้กำลังหาไก่หยอง ไม่รู้ที่ไหนมีขายบ้าง

เข้าเตาอบไฟล่าง 200 องศา ประมาณ 30 นาที ไฟบนอีก 10 นาที ออกมาหน้าตาเป็นอย่างนี้แหละ ขาวจั๊ว น่าเจี๊ยะ เชียว นี่ยังไม่ได้ตัดขอบนะคะ

เนื้อในก็ใช้ได้ทีเดียว






โดย...แม่ห่าน



Saturday, July 25, 2009

Rat...Bun

ตอนแรกตั้งใจจะทำขนมปังเป็นรูปผึ้ง เพราะคราวนี้ใส่น้ำผึ้งลงในส่วนผสมด้วย แต่ตอนปั้นขึ้นรูปนะซี พยายามเท่าไหร่ไม่เป็นผึ้งซักที ออกมาหน้าตาเป็นหนูเกือบทุกตัว

เป็นขนมปังสูตรเดิมที่เคยทำให้เด็กๆ ที่บ้านกิน แค่ขึ้นรูปเป็นรูปต่างๆ เท่านั้น สูตและวิธีทำมีดังนี้
ส่วนผสมขนมปังหวานสูตรนิ่มของครูจิว จากก้นครัวพันทิพ

1.แป้งขนมปัง 480 กรัม
2.แป้งสาลี 120 กรัม
3.น้ำตาลทราย 110 กรัม
4.นมผง 20 กรัม
5.ยีสต์ 4 ช้อนชา
6.วิตามินซี 6 เม็ด (วิตามินซีที่มีขายตามร้านขายยาทั่วไป ซึ่งทำหน้าที่เป็น Bred Improve ช่วยให้ขนมปังขึ้นเร็วและนุ่มขึ้น
7.ไข่ 1 ฟอง
8.น้ำเย็น-จากตู้เย็น 150 มิลิลิตร (ซีซี)
9. น้ำผึ้ง 150 มิลลิลิตร
10.เนยสด 60 กรัม
11.เกลือ 10 กรัม






วิธีทำ (สำหรับเครื่องทำขนมปังอัตโนมัติ)
1. วิตามินซีบดให้ละเอียดแล้วร่อนรวมกับแป้งและนมให้เข้ากัน
2. ใส่ส่วนผสมที่เป็นของเหลวทุกอย่างในโถผสม
3. ใส่ผสมที่เป็นแป้งตามด้วยยีสต์ไว้บนสุด
4. ใช้โปรแกรม 9 นวดแป้งไปประมาณ 5 นาที ใส่เนยสด
5. นวดต่อจนครบโปรแกรมและหมักแป้งไว้จนโดว์ขึ้นเป็น 2 เท่า ใช้เวลาประมาณ 20 นาที
เนื่องจากมีส่วนผสมของวิตามินซีซึ่งช่วยให้แป้งขึ้นได้เร็วขึ้น
6. เมื่อแป้งขึ้นได้ที่ก็ชกไล่ลมแล้วรีดแป้งเป็นแผ่นบางๆ เพื่อให้ฟองอากาศหายไป
7. ม้วนแป้งกลมๆ ก่อนจะตัดเป็นก้อนเล็กๆ ก้อนละประมาณ 40 กรัม แล้วแต่ชอบ











ขึ้นรูปเป็นแบบที่ต้องการ หรือจะใส่ไส้ต่างๆ ตามชอบก็ได้ แม่ห่านพยายามขึ้นรูปเป็นตัวผึ้ง แต่ออกมาเป็นตัวหนู และทำเป็นขนมปังไส้กรอกด้วย อบออกมาแล้วบางตัวก็ตาหลุด






















โดย...แม่ห่าน

Friday, July 24, 2009

One Two Three...Jump





พัฒนาการของเจ้าดานาก็เติบโตไปตามวัย บางทีการเฝ้าดูลูกทุกวันอาจจะไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงที่ชัดนัก แต่แม่ห่านพยายามที่จะบันทึกการเปลี่ยนแปลงของลูกไว้ตลอดเวลา เนื่องจากเจ้าดานาเป็นเด็กที่เข้าเรียนก่อนเกณฑ์ มีหลายอย่างที่เขายังทำไม่ได้เหมือนเพื่อน เช่น การกระโดดขาเดียวเป็นระยะทางไกลๆ เขายังไม่เคยทำได้มากกว่า 3 ก้าว ในขณะที่เพื่อนร่วมชั้นเขาทำได้กันแล้ว เจ้านี่จึงมักจะมาคุยให้ฟังเสมอว่าเพื่อนๆ เก่ง สามารถทำโน่นได้ ทำนี่ได้ แม่ห่านต้องคอยให้กำลังใจตลอด

วันนี้กลับจากทำงานเจ้าดานาก็วิ่งเข้ามาหา และบอกให้มาดูว่า "หนูกระโดดไกลๆ ได้แล้วค่ะ พร้อมกับโชว์กระโดดจากโซฟาไปถึงตู้หนังสือประมาณซัก 10 ก้าว ได้มั้ง ดูเขาดีใจมากที่สามารถกระโดดได้ แม่ห่านก็ได้แต่ดีใจกับลูกด้วย



ส่วนเจ้าดีนีย์ยังทำได้แค่กระโดดขาเดียวอยู่กับที่ แม้จะพยายามวิ่งตามพี่ก็ตาม เจ้าดีนีย์นี่มักจะได้อะไรได้เร็วกว่าถ้าเทียบในระหว่างพี่น้องสองคนนี่ เนื่องจากเขามีพี่ และมีต้นแบบ การเลียนแบบทำให้เขาทำอะไรได้เร็วขึ้น แม่ห่านก็คอยดูแลอยู่ห่างๆ





นอกจากนั้นการนำเสนองานผ่านการวาดรูปก็เปลี่ยนไปตามวัย เดี๋ยวนี้เขามักจะชอบวาดรูปคน แต่เป็นคนที่ยังมีลักษณะเป็นเหลี่ยมๆ มีแขนขาตามที่เขาคิดว่าน่าจะเป็น โดยลักษณะเป็นเหลี่ยมเป็นภาพจากมุมมองของเขาเอง มีผม ใส่กระโปรง ใส่รองเท้าส้นสูง มีนิ้วครบห้านิ้ว แต่นิ้วเหมือนเท้าไก่





ส่วนเจ้าดีนีย์ยังวาดรูปเองไม่ได้ ก็จะเป็นการระบายสีภาพแทน เจ้านี่ทำงานค่อนข้างเร็ว ระบายสีเร็ว แต่ไม่ค่อยละเอียดนัก ไม่เหมือนดานาที่ค่อนข้างละเอียดละออทุกระเบียดนิ้ว เป็นความแตกต่างของสองคนพี่น้องเขาหล่ะ




พัฒนาการด้านการเรียน เขาก็ไปได้ดีทีเดียวสำหรับเด็กอนุบาล 3 ที่อายุยังไม่ถึง 5 ขวบ ตอนนี้สะกดตัวอักษรได้แล้ว เช่น คำว่า อึดอัด แตงโม ขอเพิ่ม หรือ ตอนที่ บางตามป้ายต่างๆ ที่เขาเห็นก็จะมีการซักถามถ้าเจอคำที่แปลกๆ ที่เขาไม่เคยรู้จัก หรือ ตัวอักษรแบบแปลกๆ ต้องคอยอ่านหรืออธิบายให้เขาฟังเสมอ บางทีก็ชอบมีคำถามแปลกๆ บางทีแม่ห่านเองต้องขอไปหาคำตอบมาให้ทีหลังเพราะไม่รู้จะตอบคำถามของเขายังไงก็มี





โดเรม่อนเป็นการ์ตูนยอดฮิตของเด็กๆ ตลอดกาลจริงๆ สมัยแม่ห่านเป็นเด็ก แม้ไม่มีทีวีให้ดู แต่ก็รู้จักโดเรม่อนผ่านสื่ออื่นๆ เจ้าดานากับดีนีย์ก็รู้จักโดเรม่อนตั้งแต่เพิ่งเริ่มพูดได้มั้ง ทั้งๆ ที่ยังไม่รู้จักดูการ์ตูน แต่สำหรับเด็กสมัยนี้รู้จักผ่านตุ๊กตาบ้าง มีคนโน้นคนนี้พูดให้ฟังบ้าง ก็จำได้แต่เพิ่งหัดพูด การ์ตูนตัวแรกที่หัดวาดก็ยังเป็นเจ้าการ์ตูนโดเรมอนนี่แหล่ะ





นอกจากโดเรมอนก็ยังมีคิตตี้ เจ้าตัวนี้มารู้จักทีหลังโดเรม่อน แต่ก็เป็นที่ชื่นชอบมากกว่า เพราะคิตตี้จะมีสีสวยหวาน เด็กผู้หญิงก็จะชอบ โดยเฉพาะเสื้อผ้า หรืออุปกรณ์ต่างๆ มักจะขอที่เป็นลายคิตตี้ ล่าสุดก็มีการทำโมบายเป็นลายคิตตี้ด้วย




สุดท้ายมาดูกันว่าสองพี่น้องกระโดดกันอย่างไร เอ้า One Two Three...Jump



โดย....แม่ห่าน

Thursday, July 23, 2009

ใสหน้ากากไปโรงเรียน



โรงเรียนประกาศหยุดไป 1 สัปดาห์ ตามมาตรการป้องกันไข้หวัด 2009 ซึ่งโรงเรียนอนุบาลของเจ้า 2 ลิง ยังไม่พบนักเรียนที่เป็นไข้หวัดนี้ แต่ทางโรงเรียนก็อยากให้ผู้ปกครองสบายใจก็เลยประกาศหยุด เพื่อทำความสะอาดโรงเรียน ทำความสะอาดของเล่นต่างตามห้อง และอุปกรณ์ต่างๆ ทั้งหมด

วันนี้ไปเป็นวันแรกหลังจากที่ครบ 1 สัปดาห์ คุณครูแจ้งให้นักเรียนทุกคนสวมหน้ากากอนามัยไปโรงเรียน ใครที่ไม่ใส่จากบ้านไปถึงหน้าโรงเรียนจะมีคุณครูคอยยืนแจกและสวมให้ทุกคน คุณครูก็สวมเป็นตัวอย่างให้นักเรียนดูด้วย




เจ้าดีนีย์ใส่ แล้วก็ถอดบอกว่าหายใจไม่สะดวกเลย แม่ต้องขู่ว่าเดี๋ยวคุณครูใหญ่ไม่ให้เข้าโรงเรียนนะ ตอนนี้โรงเรียนเขามีกฏให้ทุกคนใส่ไป เจ้านี่ก็กลัวไม่ได้ไปโรงเรียน ก็ยอมใส่แบบนี้แหละ


ตอนแรกก็ใส่แบบกระดาษใช้แล้วทิ้ง เจ้าดานาขอแบบผ้าใส่ บอกว่าหายใจสะดวกกว่า และให้แม่ปักชื่อให้ด้วย แม่ก็ปักซะตัวเท่าหม้อแกงเลย 555 ก็มันรีบนี่นา บอกเจ้าดานาว่าถ้าใครแซวให้บอกว่า แม่หนูทำให้ แม่หนูบอกว่าสวยที่สุดแล้ว




โดย...แม่ห่าน



Monday, July 20, 2009

ต้อยติ่ง...วัชพืชที่สวยงาม





เด็กบ้านนอกหรือเด็กนอกเมืองทั้งหลายคงไม่มีใครไม่รู้จักดอกต้อยติ่ง ดอกไม้สีม่วงที่มากับฤดูฝน ขึ้นตามริมถนนหนทาง เด็กๆ รู้จักดอกไม้ชนิดนี้เพราะเป็นของเล่นชิ้นหนึ่งที่ไม่ต้องจ่ายเงินซื้อ แต่สามารถหามาเล่นได้ทั่วไป

ต้อยติ่ง เป็นพืชล้มลุกมีอายุยืน ลำต้นสูงประมาณ 25 - 50 เซนติเมตร ใบเดี่ยวรูปรีและไข่กลับ การเกาะติดของใบบนกิ่งเป็นคู่สลับ ดอกออกที่ซอกใบบริเวณปลายยอด ดอกสีม่วงน้ำเงิน ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 4 - 5 เซนติเมตร ผลเป็นฝัก เมื่อแก่สีน้ำตาลเข้มยาว 2 - 3 เซนติเมตร แห้งแล้วแตกเป็น 2 ซีก เมล็ดกลมแบนมีจำนวนมาก ราก พองเป็นหัวสะสมอาหาร ปลายเรียวแหลมยาว ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 0.5 เซนติเมตร ยาวประมาณ 5 - 10 เซนติเมตร




ต้อยติ่ง ถือเป็นวัชพืชสำหรับงานสวนสวยงามโดยทั่วไป แต่เป็นวัชพืชที่ขยายพันธุ์ได้เร็วมาก เพราะฝักของเมล็ดต้อยติ่งที่สุกเต็มที่จะแตกเมื่อโดนน้ำ และเม็ดจะกระเด็นกระจายไปไกลมาก แต่สำหรับเด็กๆ แล้วฝักต้อยติ่งถือเป็นของเล่นชิ้นสำคัญ

การแข่งกันเก็บดอกต้อยติ่งนำไปวางในน้ำแล้วคอยลุ้นว่าฝักของใครจะแตกเสียงดัง และเม็ดจะพุ่งกระจายไปไกลกว่ากัน เป็นได้ทั้งของเล่นและกีฬาของเด็กๆ ได้อย่างดีทีเดียว



ที่บ้านปัจจุบันมีขึ้นอยู่ริมทางหลายกอ ทุกๆ เช้า ก่อนไปโรงเรียน เจ้า 2 ลิง ขอวิ่งไปดูก่อนว่ามีเม็ดต้อยติ่งดำๆ แล้วยัง ถ้ามีจะแข่งกันเก็บมาใส่ในน้ำแล้วคอยเชียร์ตอนมีเสียงแตกดังเปาะ เปาะ เจ้า 2 ลังที่บ้านเรียกเจ้าดอกนี้ว่า "ดอกเปาะแปะ" ตามเสียงเม็ดมันแตก



โดย...แม่ห่าน







Sunday, July 19, 2009

เหลืองปรีดียาธร






ดอกไม้หน้าร้อน เป็นดอกไม้ที่มีสีสันสดใส ในชุดนี้ก็ยังเป็นการนำเสนอดอกไม้หน้าร้อนที่ถ่ายไว้ก่อนหน้านี้

เหลืองปรีดียาธร จะปลูกมากตามเส้นทางสายต่างๆ และออกดอกในช่วงหน้าร้อน ทำให้เส้นทางสายต่างๆ มีสีเหลืองสดใส อย่างเส้นทางสายเชียงรากน้อย ซึ่งแม่ห่านจะต้องใช้เส้นทางนี้ไปทำงานเกือบทุกวัน ในหน้าร้อนก็จะทำให้ถนนมีชีวิตขึ้นมาก


เหลืองปรีดียาธร หรือ ตาเบบูย่าเหลือง เป็นพันธุ์ไม้พื้นเมืองแถบอเมริกากลางและหมู่เกาะอินดีสตะวันตก เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก ออกดอกประมาณเดือนกุมภาพันธ์ - มีนาคมสายพันธ์เดียวกับต้นชมพูพันธ์ทิพย์ เป็นต้นไม้ที่ท่านหม่อมพันธ์ทิพย์ บริพัตร นำมาจากอินโดนีเชีย ชื่อ เหลือง ปรีดียาธร ดอกสีเหลืองที่บานทั่วไปในกรุงเทพฯ ที่ชื่อตามนามผู้นำเข้ามาเช่นกัน


เหลืองปรีดียาธร เมื่อโตเต็มที่แล้วมีความสูงได้กว่า 4 เมตร นิยมปลูกประดับตามริมทางเดินหรือเป็นไม้รองไม้ประธานในสวน เหลืองปรีดียาธร มีใบเป็นใบประกอบรูปนิ้วมือ ใบย่อยรูปรี ปลายและโคนใบมนสีเขียวขุ่นดอกเด่นสะดุดตา กลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอด ปลายมี 5 กลีบสีเหลืองสด ช่อดอกออกตามปลายยอด โดยจะให้ดอกในฤดูร้อน และในระหว่างการให้ดอกจะทิ้งใบ จึงทำให้มองเห็นแต่เพียงช่อดอกเหลืองพราวทั้งเรือนต้นสวยงามมาก จึงนิยมใช้ตาเบเหลืองปลูกเป็นไม้ประดับในพื้นที่กลางแจ้งเพราะชอบแดดจัดและชอบน้ำเพียงน้ำปานกลาง เหลืองปรีดิยาธร มีการนำมาปลูกตามข้างทางจำนวนมาก



โดย...แม่ห่าน


จ่ายตลาด วาดรูป และทำกับข้าว



ช่วงนี้สถานการณ์ไข้หวัด 2009 ก็ทวีความรุนแรงไปเรื่อยๆ โรงเรียนก็ปิดไปหลายแห่ง เมื่อโรงเรียนปิด เด็กๆ อยู่บ้านก็เบื่อ ทางการก็ขอความร่วมมือไม่ให้ออกจากบ้าน ลดการรวมกลุ่มทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อช่วยลดการแพร่เชื้อ และการติดเชื้อให้น้อยลง

บ้านนี้ไม่ได้กลัวถึงขนาดไม่ออกไปไหน แต่ถือโอกาสนี้อยู่บ้าน ประหยัดค่าใช้จ่ายไปเยอะ แต่ต้องหากิจกรรมให้เด็กๆ ทำเยอะๆ หน่อย ไม่งั้นคุณเธอจะเบื่อ ยิ่งตอนนี้ก็บ่นอยากกลับไปโรงเรียนกันหนักหนา

วันหยุดที่ผ่านมาแม่ห่านก็ชวนเด็กๆ ไปจ่ายตลาด ระยะนี้เขาเริ่มเบื่ออาหารก็เลยหาวิธีให้เขาสนุกกับการกินมากขึ้น เริ่มจากพาเขาไปจ่ายตลาด ให้เขาเลือกผัก เลือกอาหารเอง

แต่ก่อนที่จะได้เริ่มซื้อกับข้าว แม่ห่านจะต้องจ่ายเงินเพื่อให้เขาระบายสีกันคนละรูปก่อน ซึ่งก็เป็นร้านประจำที่เขาไปนั่งระบายสีกันทำสัปดาห์ มีระบายสีน้ำผ้าใบ แผ่นเล็ก 10 บาท แผ่นใหญ่ก็ 20 บาท หรือเลือกรูปปั้นปูนพลาสเตอร์ก็ได้ ให้ระบายสีกันตามชอบ มีโต๊ะญี่ปุ่นเล็กๆ ให้นั่ง สองคนพี่น้องก็ระบายกันคนละชิ้นเหมือนเคย

เสร็จแล้วไปเดินซื้อผัก เขาเลือกได้ผักกาดไว้ทำแกงจืด กระหล่ำปรีไว้ผัดกับกุ้ง และดอกกระเทียมผัดกับตับ แล้วซื้อบวบเพิ่มอีก 2 ลูก เผื่อไว้ก่อน





กลับมาก็เริ่มต้นให้เขาเลือกว่าวันนี้อยากกินอะไร ปรากฏว่าเขาเลือกที่จะผัดบวบกับไข่ แม่ก็เลยปอกเหลี่ยมบวบให้เขาก่อน แล้วให้เขาหั่นเอง ก็มีเล็กบ้างใหญ่บ้าง หนาบ้าง ก็ไม่เป็นไร แม่ห่านค่อยตามดูทีหลัง ปล่อยให้เขาหั่นกันตามใจชอบ

เจ้าคนโตก็ตอกไข่ใส่ถ้วยไว้ก่อน แม่ห่านทุบกระเทียมแล้วตั้งกระทะ ใส่น้ำมันไว้รอ เสร็จจากหั่นผัก เขาก็ลากเก้าอี้มาวางหน้าเตา เตรียมผัด เจ้าคนโตเป็นคนผัด คนเล็กคอยให้กำลังใจ พร้อมเสียงเชียร์ และเสียงเพลง

"แม่ครัวคนเก่ง
ทำกับข้าวแสนอร่อย
อร่อยจริงๆ
อร่อยทุกอย่าง
อร่อยอย่างยิ่ง ยิ่ง ยิ่ง

เพลงไม่ค่อยจะเข้ากันนัก แต่ก็เป็นบรรยากาศในครัวที่แสนสนุก แม่คอยเติมเครื่องปรุงให้ ก็มีน้ำมันหอยเล็กน้อย น้ำปลาเล็กน้อย น้ำตาลเล็กน้อย รสชาดอร่อยอย่าบอกใครเชียว

มื้อนี้ทั้งสองคนกินข้าวกันอย่างเอร็ดอร่อย ด้วยฝีมือของตัวเอง



โดย...แม่ห่าน

Friday, July 17, 2009

ไต้หวัน...เกาะสวรรค์ที่งดงาม (5)



เช้านี้เป็นเช้าสุดท้ายของทริปไต้หวัน หลังจากที่เมื่อคืนเดินเที่ยวเมืองไทเป ยามค่ำคืน ซึ่งถ้าเทียบกับกรุงเทพฯ เมืองหลวงของประเทศไทย ยังมีอะไรที่น่าสนใจกว่าเมืองไทเป เช้านี้จะเริ่มต้นด้วยการไปเยี่ยมชม "อนุสรณ์สถานเจียงไคเช็ก" ซึ่งชื่อนี้เป็นชื่อเก่าตั้งแต่ท่านนายพลคนสำคัญผู้สถาปนาไต้หวันถึงแก่อสัญกรรม แต่ปัจจุบันรัฐบาลแข็งกร้าวที่ต้องการแยกไต้หวันออกจากประเทศจีนให้ได้พยายามลบความเป็นจีนของไต้หวัน โดยพยายามที่ให้ประชาชนของประเทศลืมความเป็น "จีน" ที่มีอยู่ในตัว และพยายามที่จะเป็น "ไต้หวัน" หรือ "ไต้หวันนิส"

แต่ในความเป็นจริง ก็คงจะหนีความจริงกันไม่พ้น คนไต้หวันคงปฏิเสธตัวเองไม่ได้ว่าตัวเองเป็นคนจีน จะว่ากันไต้หวันในปัจจุบันไม่มีพื้นที่นั่งในสหประชาชาติ ซึ่งถ้าเทียบตามหลักสากลก็ไม่ใช่ประเทศ แต่เป็นเมืองที่อยู่ภายในการปกครองของประเทศจีน แม้ว่าเดิมทีไต้หวันเคยมีที่นั่งในสหประชาชาติก็ตาม แต่ความเข้มแข็งทางการเมืองของจีนในปัจจุบันก็สามารถข่มให้ใต้หวันเป็นแค่ "ไชนิสไทเป" ในสายตาของชาวโลก ไป

แม้ทางการของไต้หวันจะมีความพยายามที่เปลี่ยนแปลงลักษณะความเป็นไต้หวัน ให้พ้นจากความเป็นจีน และพยายามลบภาพของนายพลเคียงไคเช็กออกจากประวัติศาสตร์ไต้หวัน แต่ประชาชนส่วนใหญ่ก็ไม่ยินยอม และพยายามต่อต้านจนปัจจุบันยังสามารถเปิดอนุสรณ์สถานให้ได้ชมกันอยู่ แม้จะโดนเปลี่ยนชื่อเป็น "อนุสรณ์สถานประชาชนก้าวหน้า" แต่สำหรับชาวไต้หวัน ที่นี่คือ "เจียงไคเช็ก" ของพวกเขา


มารู้จักกับนายพลเจียงกันหน่อยค่ะ


เจียง ไคเชก (ภาษาจีนกลาง: เจียง จุง-เช็ง : Chiang Kai-Shek, Chiang chung-cheng) เกิดเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2430 (ค.ศ. 1887) จบการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยของญี่ปุ่นและกลับมาเป็นขุนศึกค้ำบัลลังก์ของ ดร. ซุน ยัตเซน ถึงแก่อสัญกรรมเมื่อวันที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2518 (ค.ศ. 1975) รวมอายุได้ 88 ปี มีวันเกิดตรงกับวันปล่อยผีของฝรั่ง (Holloween) และมีวันตายตรงกับวันไหว้ผีของจีน (เชงเม้ง)
เป็นผู้นำของจีนระหว่าง พ.ศ. 2471 ถึง พ.ศ. 2492 (ค.ศ. 1928) ถึง (ค.ศ. 1949) ต่อมาได้ไปตั้งรัฐบาลจีนคณะชาติที่ไต้หวัน เป็นผู้หนึ่งที่ร่วมอยู่ในการปฏิวัติ ปี พ.ศ. 2454 (ค.ศ. 1911) ต่อต้านรัฐบาลของหยวนซื่อไข่ และตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2461 (ค.ศ. 1918) ได้เข้าร่วมรัฐบาลพรรคก๊กมินตั๋งของ ดร. ซุน ยัตเซน และเมื่อ ซุน ยัตเซน ถึงแก่อสัญกรรม ในปี พ.ศ. 2468 (ค.ศ. 1925) เจียง ไคเชกได้เป็นผู้นำพรรคแทน และพยายามรวบอำนาจในพรรคด้วยการกำจัดแกนนำพรรคคนอื่น ๆ ด้วยวิธีการต่าง ๆ ทั้งด้วยอำนาจทหารและอำนาจเงิน โดยมีการต่อท่อสายสัมพันธ์อันดีกับสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น กระทั่งสามารถยกตนเองก้าวขึ้นเป็นประธานาธิบดีของจีนแผ่นดินใหญ่



เจียง ไคเชกย้ายที่ตั้งรัฐบาลไปอยู่เมืองหนานจิง (นานกิง) ซึ่งอยู่ใกล้กับภูมิลำเนาเดิมบ้านที่มณฑลเจ้อเจียง แต่จากปัญหาฉ้อราษฎร์บังหลวง และถูกซ้ำเติมด้วยการรุกรานของกองทัพญี่ปุ่นจนเกิดความเดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้า เป็นเหตุให้เกิดกลุ่มต่อต้านขึ้นมามากมายเพื่อโค่นล้มการปกครองของพรรคก๊กมินตั๋ง
กลุ่มที่สำคัญที่สุดคือ พรรคคอมมิวนิสต์จีน จงกว๋อก้งฉ่านต่าง โดยมีเหมาเจ๋อตุง เป็นแกนนำสำคัญของพรรคนี้ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2464 (ค.ศ. 1921) จนกระทั่งกลายเป้นสงครามกลางเมือง ระหว่างปี พ.ศ. 2470 ถึง พ.ศ. 2480 (ค.ศ. 1927) ถึง (ค.ศ. 1937) และระหว่างปี พ.ศ. 2489 ถึง พ.ศ. 2492 (ค.ศ. 1946) ถึง (ค.ศ. 1949) แต่บางครั้งทั้งสองฝ่ายก็หันมาร่วมมือกัน เช่น ในสงครามจีน-ญี่ปุ่น ระหว่างปี พ.ศ. 2480 (ค.ศ. 1937) ถึงปี พ.ศ. 2488 (ค.ศ. 1945) และในสงครามโลกครั้งที่สอง
โดยในช่วงหลังปี พ.ศ. 2488 (ค.ศ. 1945) การทำสงครามกับฝ่ายคอมมิวนิสต์ รัฐบาลเจียง ไคเชกเป็นฝ่ายแพ้ต้องอพยพไปตั้งรัฐบาลจีนคณะชาติที่ไต้หวันในปี พ.ศ. 2492 (ค.ศ. 1949) ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกาด้วยดีตลอดมาจนถึงปี พ.ศ. 2514 (ค.ศ. 1971) จีนคณะชาติที่ไต้หวันถึงถูกถอดออกจากการเป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติ เปิดทางให้สาธารณรัฐประชาชนจีนเข้าเป็นสมาชิกแทน

ที่มา : http://th.wikipedia.org/




เช้านี้อากาศหนาวมาก ลมแรงด้วย บรรยากาศด้านในอนุสรณ์สถานก็เต็มไปด้วยทุกอย่างที่เป็นของนายพลท่านนี้ ไม่ว่าจะเป็นภาพถ่าย ข้าวของเครื่องใช้ ทุกอย่าง รวมกันในนี้ และที่นี่เอง ได้เห็นหนังสือภาษาไทยอยู่ในตู้โชว์หนังสือของพิพิธภัณฑ์ด้วย



ออกจากอนุสรณ์สถานก็เป็นโปรแกรมเที่ยวทะเล ของไต้หวัน ซึ่งเป็นทะเลที่เป็นโขดหินรูปร่างประหลาดที่เกิดขึ้นจากการกัดเซาะโดยธรรมชาติของท้องทะเล มีลักษณะเหมือนฟองเต้าหู้บ้าง เหมือนลิงกอลิลล่าบ้าง หรือที่ขึ้นชื่อสุดก็เป็นหินรูปเศียรราชินี



เสร็จจากการชื่นชมธรรมชาติ ก็เป็นการนำชมหมู่บ้าน และตลาดโบราณจิ๋วเฟิ่น ที่นี่เป็นเหมือนซอยละลายทรัพย์ เพราะเป็นที่เรียกเงินจากกระเป๋าไปได้เยอะที่สุด ที่นี่น่าซื้อทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นขนม อาหารการกิน ของฝาก หรือของที่ระลึกอันเล็กอันน้อยราคาไม่แพง ชิ้นละ 10 เหรียญ (ประมาณ 11 บาท) ซึ่งก็ถือว่าราคาไม่สูง แต่มันน่าซื้อไปทุกอย่าง





ของกินก็มีให้เลือกมากมาย ในภาพด้านล่างเป็นไอติมโบราณ ซึ่งใช้แป้งแบบเดียวกับโรตีสายไหม วางลงแล้วใช้ถั่วตัดก้อนใหญ่ๆ มาไสให้เป็นฝอยๆ วางบนแป้ง โป๊ะด้วยไอติม 2 ลูก แล้วใส่ผักชีโรยหน้าอีก อร่อยทีเดียวราคา 25 เหรียญ





ใครๆ ที่ตอนแรกกะจะไม่ซื้ออะไรก็มาหมดเงินกันที่นี่ และก็รีบจ่ายรีบซื้อก่อนที่จะเดินทางกลับบ้าน จากลากัน "ไต้หวัน...เกาะสวรรค์ที่งดงาม"


โดย...แม่ห่าน