Tuesday, June 30, 2009

ออสเตรเลีย...แคนเบอร์รา เมืองหลวงที่หยุดนิ่ง




ตื่นเช้ามาในบรรยากาศที่สดชื่น อากาศที่นี่ดีจริงๆ ค่ะ ไม่น่าเชื่อว่านี่คือเมืองหลวงของประเทศที่เจริญแล้ว แต่กลับเป็นเมืองที่สงบนิ่ง ดูแล้วไม่เร่งรีบ แต่มีความทันสมัยและสะดวกสบายในทุกพื้นที่ ที่สำคัญหายใจได้เต็มปอดไม่เหมือนเมืองหลวงของประเทศไทย



ว่ากันว่า แคนเบอร์รา เป็นเมืองหลวงได้เพราะเป็นตาอยู่ที่เกิดขึ้นจากการแข่งขันกันระหว่างเมลเบิร์นกับซิดนีย์ สองเมืองใหญ่เจริญของออสเตรเลียว่าใครจะควรเป็นเมืองหลวง ตกลงกันไม่ได้ก็เลยพยายามหาพื้นที่ใหม่เพื่อสร้างเมืองหลวงขึ้น โดยมีการวางแผนการสร้างเมืองขึ้นมาใหม่ ทั้งการประกวดการออกแบบเมือง ผู้ที่ได้รับคัดเลือกให้เป็นผู้ออกแบบผังเมืองเป็นสถาปนิกชื่อ วอลเตอร์ เบอร์ลีย์ กริฟฟิน (Walter Burley Griffin) ชาวอเมริกัน ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1912


อันว่าเมืองแคนเบอร์รานี้ เขาบอกว่าใครก็ตามที่ชอบแสงสี ชอบความคึกครื้นจะพบว่า เมืองนี้น่าเบื่อที่สุด ด้วยความที่มันเป็นเมืองหลวง อันเป็นศูนย์ราชการ ทำให้ทั้งเมืองมีแต่หน่วยงานของรัฐ หรือเมืองทั้งเมืองเต็มไปด้วยเจ้าหน้าที่ของรัฐ และนักการเมือง แต่ถ้าใครที่ชอบความเงียบสงบ ชอบศิลปวัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ เมืองนี้ไม่ทำให้คุณผิดหวัง เพราะการออกแบบอย่างลงตัวของผังเมือง อาคารหลักๆได้แต่ที่ทำการของรัฐ เช่น รัฐสภา พิพิธภัณฑ์แห่งชาติ หอศิลป์แห่งชาติ ศูนย์การเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ต่างๆ สวนพฤกษศาสตร์ และหอสมุดแห่งชาติ ที่ได้รับการออกแบบมาอย่างสวยงาม โอ่อ่าให้สมกับเป็นเมืองหลวง นอกจากนั้นยังเต็มไปด้วยสถานทูตของประเทศต่างๆ ที่อยู่เรียงรายกันราวกับหมู่บ้าน แถมยังมีพื้นที่สีเขียวกว้างไพศาลเช่นกัน

จุดแรกที่ ทางคณะพาพวกเราไปเยี่ยมชม คือ อาคารที่ทำการรัฐสภาหลังใหม่ ที่สร้างขึ้นใหม่ให้โอ่อ่า เพื่อทดแทนอาคารรัฐสภาหลังเดิม ซึ่งกลับกลายเป็นหอศิลป์ ระหว่างที่คนอื่นๆ เดินชื่นชมความงามของสภาหินอ่อน ฉันแอบแวะไปที่ไปรษณีย์เพื่อสงโปสการ์ดกลับเมืองไทย และที่นี่ ฉันได้ซื้อซิมโทรศัพท์ไว้ 1 ใบ เพราะมีคนบอกว่าถ้าซื้อซิมจากที่นี่แล้วโทรกลับเมืองไทยจะถูกกว่าใช้โทรศัพท์ของบ้านเรา ใช้เวลาเจรจาและทดลองเครื่องโทรศัพท์อยู่พอสมควร จนต้องวิ่งตามคนอื่นๆ เข้าไปในอาคาร
สรุปว่าซื้อซิมโทรศัพท์ประมาณ 320 บาท (เงินไทย) โทรกลับเมืองไทยนาทีละไม่ถึง 2 บาท แถมใช้ได้ตั้ง 400 นาที แถมอีก 150 นาที สรุปว่าใช้โทรกันได้ทั้งคณะ

แคนเบอร์รา (อังกฤษ: Canberra) (ภาษาอบอริจินส์ แปลว่า หน้าอกผู้หญิง ในคำแปลนี้ได้มายังความอับอายของรัฐบาลออสเตรเลียในช่วงนั้น) คือเมืองหลวงของออสเตรเลีย และด้วยประชากรมากกว่า 325,000 เล็กน้อย นับว่าเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในออสเตรเลียที่ไม่ติดต่อกับชายฝั่งทะเล แคนเบอร์ราตั้งอยู่ที่ตอนเหนือของออสเตรเลียน แคปิตอล เทอร์ริทอรี (Australian Capital Territory, มณฑลนครหลวงของออสเตรเลีย) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของซิดนีย์ 300 กม. และทางตะวันออกเฉียงเหนือของเมลเบิร์น 650 กม. แคนเบอร์ราได้รับเลือกเป็นที่ตั้งของเมืองหลวงของชาติเมื่อ พ.ศ. 2451 เป็นข้อตกลงระหว่างซิดนีย์และเมลเบิร์น แคนเบอร์ราต่างจากเมืองอื่น ๆ ในออสเตรเลียตรงที่เป็นเมืองที่มีการจัดผังเมืองไว้ล่วงหน้า (planned city) ที่มีการสร้างด้วยวัตถุประสงค์เฉพาะ หลังจากที่มีการประกวดนานาชาติเพื่อหาการออกแบบเมืองแล้ว ได้มีการเลือกการออกแบบของ วอลเตอร์ เบอร์ลีย์ กริฟฟิน (Walter Burley Griffin) สถาปนิกจากชิคาโก (Chicago) และเริ่มก่อสร้างเมื่อ พ.ศ. 2456 ผังเมืองได้รับอิทธิพลจาก garden city movement และได้รวมถึงพื้นที่ธรรมชาติพอสมควร ทำให้แคนเบอร์ราได้รับฉายาว่า "bush capital" ถึงแม้ว่าการเติบโตและการพัฒนาแคนเบอร์รา มีอุปสรรคจากสงครามโลกทั้ง 2 ครั้ง รวมถึงเศรษฐกิจตกต่ำ (Great Depression) แคนเบอร์ราได้กลายเป็นเมืองที่เฟื่องฟูหลังสงครามโลกครั้งที่ 2
ในฐานะที่เป็นที่ตั้งของรัฐบาลออสเตรเลีย แคนเบอร์ราเป็นที่ตั้งของรัฐสภา (Parliament House) , ศาลสูงสุดของออสเตรเลีย (High Court of Australia) และกระทรวงต่าง ๆ ของรัฐบาล นอกจากนี้ แคนเบอร์รายังเป็นที่ตั้งของสถาบันทางสังคมและวัฒนธรรมที่มีความสำคัญระดับชาติหลายแห่ง รัฐบาลกลางมีส่วนมากที่สุดของผลิตภัณฑ์มวลรวมของรัฐ และเป็นนายจ้างที่ใหญ่ที่สุดในแคนเบอร์รา แคนเบอร์ราเป็นจุดหมายที่นิยมของนักท่องเที่ยวในประเทศและต่างชาติ
ที่มา http://th.wikipedia.org



จุดเด่นของเมือง คือ ทะเลสาบคนขุด ที่ชื่อว่า Burley Griffin ซึ่งตั้งชื่อตามคุณวอลเตอร์ที่ออกแบบ เป็นทะเลสาบขนาดกว้างใหญ่ไพศาลกลางเมือง โดยมีตัวเมืองตั้งอยู่ทางทิศเหนือ

ออกจากอาคารรัฐสภา ก็ถึงเวลาสำคัญของคณะนี้ ก็คือการไปเยี่ยมชม Australia National University (ANU) รับฟังบรรยายการบริหารงานของมหาวิทยาลัย และการบริหารหอพัก (ซึ่งฟังรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง)เสร็จภาระกิจเรื่องศึกษาดูงานก็ต้องนั่งรถกลับซิดนีย์ต่อ


กลับถึงซิดนีย์ก็ได้เวลาอาหารเย็น ก็เหมือนเดิม อาหารจีน ตั้งแต่เข้าเมืองมาเนี่ย กินอาหารจีนทุกมื้อ และมีไข่เจียวพิเศษมาให้โต๊ะนี้ทุกมื้อเช่นกัน
อิ่มท้องกันแล้ว ชาวคณะก็อยากเดินย่อยบ้าง และที่ขาดไม่ได้คือช้อปปิ้ง และร้านที่ดังที่เป็นที่รู้จักกันสำหรับคนที่มาเที่ยวออสเตรเลีย และไกด์จะต้องพาไปร้านนี้ ก็คือร้านเชอรี่ ซึ่งเจ้าของร้านเป็นไทย เป็นร้านที่ขายของที่ระลึกทุกอย่างที่เป็นของออสเตรเลีย และเครื่องสำอางชื่อดังที่ทำจากรกแกะด้วย และคราวนี้ร้านนี้ก็เรียกเงินจากคณะทัวร์ไปได้หลายหมื่นทีเดียว แม่ห่านเองก็ซื้อของฝากเล็กๆ น้อยๆ เพราะปกติเป็นคนไม่ใช้เครื่องสำอาง และของที่ระลึกก็กะจะไปซื้อข้างหน้า
แต่ขอแนะนำสำหรับคนที่เข้ามาอ่าน และคิดจะเดินทางไปออสเตรเลีย ท่านจงอย่างเชื่อไกด์ ถ้าไกด์บอกว่าสินค้าร้านเชอรี่ถูกที่สุด เพราะยังมีที่อื่นถูกกว่า และมีให้เลือกเยอะกว่าค่ะ โดยเฉพาะที่เมลเบิร์น









No comments: