Tuesday, June 30, 2009

ออสเตรเลีย...แคนเบอร์รา เมืองหลวงที่หยุดนิ่ง




ตื่นเช้ามาในบรรยากาศที่สดชื่น อากาศที่นี่ดีจริงๆ ค่ะ ไม่น่าเชื่อว่านี่คือเมืองหลวงของประเทศที่เจริญแล้ว แต่กลับเป็นเมืองที่สงบนิ่ง ดูแล้วไม่เร่งรีบ แต่มีความทันสมัยและสะดวกสบายในทุกพื้นที่ ที่สำคัญหายใจได้เต็มปอดไม่เหมือนเมืองหลวงของประเทศไทย



ว่ากันว่า แคนเบอร์รา เป็นเมืองหลวงได้เพราะเป็นตาอยู่ที่เกิดขึ้นจากการแข่งขันกันระหว่างเมลเบิร์นกับซิดนีย์ สองเมืองใหญ่เจริญของออสเตรเลียว่าใครจะควรเป็นเมืองหลวง ตกลงกันไม่ได้ก็เลยพยายามหาพื้นที่ใหม่เพื่อสร้างเมืองหลวงขึ้น โดยมีการวางแผนการสร้างเมืองขึ้นมาใหม่ ทั้งการประกวดการออกแบบเมือง ผู้ที่ได้รับคัดเลือกให้เป็นผู้ออกแบบผังเมืองเป็นสถาปนิกชื่อ วอลเตอร์ เบอร์ลีย์ กริฟฟิน (Walter Burley Griffin) ชาวอเมริกัน ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1912


อันว่าเมืองแคนเบอร์รานี้ เขาบอกว่าใครก็ตามที่ชอบแสงสี ชอบความคึกครื้นจะพบว่า เมืองนี้น่าเบื่อที่สุด ด้วยความที่มันเป็นเมืองหลวง อันเป็นศูนย์ราชการ ทำให้ทั้งเมืองมีแต่หน่วยงานของรัฐ หรือเมืองทั้งเมืองเต็มไปด้วยเจ้าหน้าที่ของรัฐ และนักการเมือง แต่ถ้าใครที่ชอบความเงียบสงบ ชอบศิลปวัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ เมืองนี้ไม่ทำให้คุณผิดหวัง เพราะการออกแบบอย่างลงตัวของผังเมือง อาคารหลักๆได้แต่ที่ทำการของรัฐ เช่น รัฐสภา พิพิธภัณฑ์แห่งชาติ หอศิลป์แห่งชาติ ศูนย์การเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ต่างๆ สวนพฤกษศาสตร์ และหอสมุดแห่งชาติ ที่ได้รับการออกแบบมาอย่างสวยงาม โอ่อ่าให้สมกับเป็นเมืองหลวง นอกจากนั้นยังเต็มไปด้วยสถานทูตของประเทศต่างๆ ที่อยู่เรียงรายกันราวกับหมู่บ้าน แถมยังมีพื้นที่สีเขียวกว้างไพศาลเช่นกัน

จุดแรกที่ ทางคณะพาพวกเราไปเยี่ยมชม คือ อาคารที่ทำการรัฐสภาหลังใหม่ ที่สร้างขึ้นใหม่ให้โอ่อ่า เพื่อทดแทนอาคารรัฐสภาหลังเดิม ซึ่งกลับกลายเป็นหอศิลป์ ระหว่างที่คนอื่นๆ เดินชื่นชมความงามของสภาหินอ่อน ฉันแอบแวะไปที่ไปรษณีย์เพื่อสงโปสการ์ดกลับเมืองไทย และที่นี่ ฉันได้ซื้อซิมโทรศัพท์ไว้ 1 ใบ เพราะมีคนบอกว่าถ้าซื้อซิมจากที่นี่แล้วโทรกลับเมืองไทยจะถูกกว่าใช้โทรศัพท์ของบ้านเรา ใช้เวลาเจรจาและทดลองเครื่องโทรศัพท์อยู่พอสมควร จนต้องวิ่งตามคนอื่นๆ เข้าไปในอาคาร
สรุปว่าซื้อซิมโทรศัพท์ประมาณ 320 บาท (เงินไทย) โทรกลับเมืองไทยนาทีละไม่ถึง 2 บาท แถมใช้ได้ตั้ง 400 นาที แถมอีก 150 นาที สรุปว่าใช้โทรกันได้ทั้งคณะ

แคนเบอร์รา (อังกฤษ: Canberra) (ภาษาอบอริจินส์ แปลว่า หน้าอกผู้หญิง ในคำแปลนี้ได้มายังความอับอายของรัฐบาลออสเตรเลียในช่วงนั้น) คือเมืองหลวงของออสเตรเลีย และด้วยประชากรมากกว่า 325,000 เล็กน้อย นับว่าเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในออสเตรเลียที่ไม่ติดต่อกับชายฝั่งทะเล แคนเบอร์ราตั้งอยู่ที่ตอนเหนือของออสเตรเลียน แคปิตอล เทอร์ริทอรี (Australian Capital Territory, มณฑลนครหลวงของออสเตรเลีย) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของซิดนีย์ 300 กม. และทางตะวันออกเฉียงเหนือของเมลเบิร์น 650 กม. แคนเบอร์ราได้รับเลือกเป็นที่ตั้งของเมืองหลวงของชาติเมื่อ พ.ศ. 2451 เป็นข้อตกลงระหว่างซิดนีย์และเมลเบิร์น แคนเบอร์ราต่างจากเมืองอื่น ๆ ในออสเตรเลียตรงที่เป็นเมืองที่มีการจัดผังเมืองไว้ล่วงหน้า (planned city) ที่มีการสร้างด้วยวัตถุประสงค์เฉพาะ หลังจากที่มีการประกวดนานาชาติเพื่อหาการออกแบบเมืองแล้ว ได้มีการเลือกการออกแบบของ วอลเตอร์ เบอร์ลีย์ กริฟฟิน (Walter Burley Griffin) สถาปนิกจากชิคาโก (Chicago) และเริ่มก่อสร้างเมื่อ พ.ศ. 2456 ผังเมืองได้รับอิทธิพลจาก garden city movement และได้รวมถึงพื้นที่ธรรมชาติพอสมควร ทำให้แคนเบอร์ราได้รับฉายาว่า "bush capital" ถึงแม้ว่าการเติบโตและการพัฒนาแคนเบอร์รา มีอุปสรรคจากสงครามโลกทั้ง 2 ครั้ง รวมถึงเศรษฐกิจตกต่ำ (Great Depression) แคนเบอร์ราได้กลายเป็นเมืองที่เฟื่องฟูหลังสงครามโลกครั้งที่ 2
ในฐานะที่เป็นที่ตั้งของรัฐบาลออสเตรเลีย แคนเบอร์ราเป็นที่ตั้งของรัฐสภา (Parliament House) , ศาลสูงสุดของออสเตรเลีย (High Court of Australia) และกระทรวงต่าง ๆ ของรัฐบาล นอกจากนี้ แคนเบอร์รายังเป็นที่ตั้งของสถาบันทางสังคมและวัฒนธรรมที่มีความสำคัญระดับชาติหลายแห่ง รัฐบาลกลางมีส่วนมากที่สุดของผลิตภัณฑ์มวลรวมของรัฐ และเป็นนายจ้างที่ใหญ่ที่สุดในแคนเบอร์รา แคนเบอร์ราเป็นจุดหมายที่นิยมของนักท่องเที่ยวในประเทศและต่างชาติ
ที่มา http://th.wikipedia.org



จุดเด่นของเมือง คือ ทะเลสาบคนขุด ที่ชื่อว่า Burley Griffin ซึ่งตั้งชื่อตามคุณวอลเตอร์ที่ออกแบบ เป็นทะเลสาบขนาดกว้างใหญ่ไพศาลกลางเมือง โดยมีตัวเมืองตั้งอยู่ทางทิศเหนือ

ออกจากอาคารรัฐสภา ก็ถึงเวลาสำคัญของคณะนี้ ก็คือการไปเยี่ยมชม Australia National University (ANU) รับฟังบรรยายการบริหารงานของมหาวิทยาลัย และการบริหารหอพัก (ซึ่งฟังรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง)เสร็จภาระกิจเรื่องศึกษาดูงานก็ต้องนั่งรถกลับซิดนีย์ต่อ


กลับถึงซิดนีย์ก็ได้เวลาอาหารเย็น ก็เหมือนเดิม อาหารจีน ตั้งแต่เข้าเมืองมาเนี่ย กินอาหารจีนทุกมื้อ และมีไข่เจียวพิเศษมาให้โต๊ะนี้ทุกมื้อเช่นกัน
อิ่มท้องกันแล้ว ชาวคณะก็อยากเดินย่อยบ้าง และที่ขาดไม่ได้คือช้อปปิ้ง และร้านที่ดังที่เป็นที่รู้จักกันสำหรับคนที่มาเที่ยวออสเตรเลีย และไกด์จะต้องพาไปร้านนี้ ก็คือร้านเชอรี่ ซึ่งเจ้าของร้านเป็นไทย เป็นร้านที่ขายของที่ระลึกทุกอย่างที่เป็นของออสเตรเลีย และเครื่องสำอางชื่อดังที่ทำจากรกแกะด้วย และคราวนี้ร้านนี้ก็เรียกเงินจากคณะทัวร์ไปได้หลายหมื่นทีเดียว แม่ห่านเองก็ซื้อของฝากเล็กๆ น้อยๆ เพราะปกติเป็นคนไม่ใช้เครื่องสำอาง และของที่ระลึกก็กะจะไปซื้อข้างหน้า
แต่ขอแนะนำสำหรับคนที่เข้ามาอ่าน และคิดจะเดินทางไปออสเตรเลีย ท่านจงอย่างเชื่อไกด์ ถ้าไกด์บอกว่าสินค้าร้านเชอรี่ถูกที่สุด เพราะยังมีที่อื่นถูกกว่า และมีให้เลือกเยอะกว่าค่ะ โดยเฉพาะที่เมลเบิร์น









Monday, June 29, 2009

เค้กส้ม




วันนี้ขอนำเสนอเค้กส้มแสนอร่อย สูตรฮิตจากก้นครัว สูตรนี้เป็นสูตรในตำนานของก้นครัว เจ้าของสูตรดั้งเดิมคือคุณแหม่ม หรือเจ้าของนามแฝงและนามปากกาว่า “tiara” แม่บ้านที่เก่งทั้งเรื่องทำขนมและเขียนหนังสือ คนที่นำสูตรนี้มาดัดแปลงและเผยแพร่จนกลายเป็นตำนานของเค้กส้มในก้นครัวคือ คุณวรรณ แมวอ้วน แม่ห่านใช้ความพยายามเยอะเหมือนกันที่จะพยายามทำเจ้าสปันจ์เค้กให้นุ่มอร่อย เนื้อไม่แห้ง และไม่เป็นไต เดี๋ยวนี้ก็ถือว่าเนื้อเค้กพอใช้ได้แล้ว

มาดูส่วนผสมกันค่ะ
1. แป้งเค้ก 100 กรัม
2. น้ำตาลทรายป่น 80 กรัม
3. เกลือ1 / 4 ช้อนชา
4. ผงฟู 1 ช้อนชา
5. เนยจืด 80 กรัม
6. นมข้นจืด 40 กรัม
7. น้ำ 40 กรัม
8. ไข่เบอร์ 0 3 ฟอง
9. เอสพี 10 กรัม
10. กลิ่นส้ม 1 ช้อนชา
ตอนนี้มาดูวิธีทำกัน
1.วอร์มเตาอบ ไฟบน-ล่าง อุณหภูมิ 175 องศาเซลเซียส
2.ร่อนแป้ง ผงฟู เกลือเข้าด้วยกัน
3.ไข่ นม น้ำ น้ำตาล เทรวมกันในอ่างผสม ป้ายเอสพีที่หัวตระกร้อ ตีด้วยความเร็วสูง 5 นาที หรือจนกว่าจะใช้พายตักส่วนผสมขึ้นมา หงายพายขึ้น ส่วนผสมจะไม่หยด
4.ปิดเครื่อง ใส่แป้งที่ร่อนลงไป ตีด้วยความเร็วต่ำ 1 นาที
5.เปลี่ยนสปีดเป็นสูงสุด ตีต่ออีก 6 นาที ปิดเครื่อง ใช้พายปาดอ่าง ตีด้วยสปีดต่ำ 1 นาที แล้วใส่เนยละลาย ทยอยใส่ทีละช้อน หรือเทให้เป็นสาย ใส่กลิ่นส้ม ตีต่ออีก 2 นาที ระหว่างนี้ ใช้พายปาดอ่างไปด้วย เพื่อให้เนยเข้ากับส่วนผสมอื่นๆ ป้องกันเค้กเป็นไต เมื่อครบ 2 นาทีแล้วตีด้วยความเร็วสูงสุด 10 วินาที ปิดเครื่อง แล้วใช้พายปาดจากก้นอ่างขึ้นมา คนให้เข้ากันอีกที
6.แล้วเทลงพิมพ์ 3 ปอนด์ ที่รองด้วยกระดาษไข นำเข้าอบประมาณ 25 นาที หรือจนกว่าเค้กจะสุก
7.พอเค้กสุก นำออกจากเตา กระแทกพิมพ์แรงๆ 1 ครั้ง แล้วพักไว้ประมาณ 10 นาที จึงคว่ำเค้กออกจากพิมพ์ พักไว้ให้เย็น แล้วสไลด์เค้กออกเป็น 2 หรือ 3 เลเยอร์ตามชอบ


ส่วนผสมหน้าส้ม
1. น้ำ 400 กรัม
2. น้ำตาล 120 กรัม
3. แป้งกวนใส้ 40 กรัม
4. เนยจืด 60 กรัม
5. น้ำส้มเข้มข้น (ซันควิก) 80 กรัม
วิธีกวนหน้าส้ม
1.กวนหน้าส้ม โดยนำทุกอย่างยกเว้นเนย เทลงหม้อ แล้วตั้งไฟอ่อน คนด้วยตระกร้อมือ จนส่วนผสมข้น สังเกตุเห็นรอยตระกร้อ แล้วจึงปิดไฟ ใส่เนยลงไป คนให้เนยละลาย
2.นำซอสส้มที่กวน มาปาดระหว่างเลเยอร์ สำหรับวิธีเทหน้าส้มราดเค้กนั้น ให้ยกหม้อที่ใส่ซอสส้ม ขึ้นสูงๆ เทลงไปตรงกลางเค้กจุดเดียว ให้ซอสส้มไหลลงไปจนถึงขอบเค้กแล้วหยุด หลังจากนั้นจึงใช้ไพ่ หรือสปาร์ตูล่าร์ ปาดเก็บขอบเค้กให้เรียบร้อย ทิ้งไว้ประมาณ 3-4 ชั่วโมงเพื่อให้เค้กเซ็ทตัวจึงตัดรับประทานได้


ดอกกระเจี๊ยบ


มาอีกแล้วค่ะ แม่ห่านชวนชมดอกไม้หน้าบ้านคนอื่น
วันนี้ขอนำเสนอ “ดอกกระเจี๊ยบ” รู้จักกระเจี๊ยบกันแล้วใช่มั๊ยคะ

กระเจี๊ยบเป็นพืชที่ใช้ดอกตูมมาเป็นอาหาร และยารักษาโรค บางถิ่นแถวภาคเหนือเรียกผักเรียก ผักเก็งเค็ง ส้มเก็งเค็ง เงี้ยว แม่ฮ่องสอนเรียก ส้มปู จังหวัดตากเรียก ส้มตะแลงเครง ภาคกลางเรียก กระเจี๊ยบ กระเจี๊ยบเปรี้ยว ทั่วไปเรียก กระเจี๊ยบแดง

กระเจี๊ยบแดง เป็นพืชสมุนไพรที่เป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก สูงประมาณ 3–6 ศอก ลำต้นและกิ่งก้านมีสีม่วงแดง ใบมีหลายแบบด้วยกัน ขอบใบเรียบ บางทีก็มีรอยหยักเว้า 3 หยัก สีของดอกเป้นสีชมพู ตรงกลางดอกมีสีเข้มมากกว่าขอบนอกของกลีบ กลีบดอกร่วงโรยไป กลีบรองดอกและกลีบเลี้ยงก็จะเจริญเติบโตขึ้นอีกเกิดเป็นสีม่วงแดงเข้มหุ้มเมล็ดเอาไว้ภายในรสเปรี้ยวของดอกกระเจี๊ยบทำให้ชุ่มคอ ช่วยย่อยอาหาร หล่อลื่นลำไส้ นำกลีบเลี้ยงและกลีบรองมาตากแห้ง บดเป็นผงละเอียด ชงกับน้ำร้อนครั้งละ 1 ช้อนชา ดื่ม 3 เวลา เช้า กลางวันและเย็น แก้อาการขัดเบา เป็นยากัดเสมหะ นอกจากนี้ยังสามารถลดไขมันในเลือดได้อีกด้วย

กระเจี๊ยบนอกจากจะเป็นไม้ดอกไม้ประดับที่ให้ความสวยงาม ก็ยังสามารถนำมาทำอาหารได้อีกด้วย ทั้งแกงส้มกระเจี๊ยบ ยำดอกกระเจี๊ยบ น้ำกระเจี๊ยบแดง กระเจี๊ยบเชื่อม กระเจี๊ยบแช่อิ่ม แยมดอกกระเจี๊ยบ

ออสเตรเลีย...บลูเมาท์เทนส์(ทำไมไม่ใช่กาแฟ)

ยังอยู่ในช่วงวันแรกของโปรแกรมซึ่งหลังจากอาหารเที่ยงเรียบร้อย ซึ่งก็เป็นบุพเฟ่ มื้อนี้มีแกะอบให้หลายๆ คนลองลิ้มรสด้วย แต่แม่ห่านไม่ได้ลิ้มลอง เพราะไม่แน่ใจว่ากระบวนการทำจะฮาลาลรึเปล่า ก็เลยรับแต่ประเภทสลัดผัก ผลไม้ มีหอยเชลล์และกุ้งไปบ้าง อิ่มไปหนึ่งมื้อ
หลังจากนั้นตามโปรแกรมก็จะไปเยี่ยมหุบเขา "บลูเมาท์เทนส์" ซึ่งตั้งใจเต็มที่จะไปดูว่าที่นี่เป็นแหล่งกำเนิดกาแฟสดรึเปล่า เห็นกาแฟสดบ้านเรามีรสนี้ด้วย






ซึ่งจริงๆ ก็ไม่ใช่ค่ะ "บลูเมาท์เทนส์" เป็นหุบเขาสัญลักษณ์ 3 สาว ในตำนานแห่งยักษ์ อะบอริจิ้น อยู่ห่างไปทางตะวันตกของซิดนีย์ประมาณ 110 กิโลเมตร หรือใช้เวลาขับรถประมาณ 90 นาที

หญิงสาวที่ว่ากันว่าเป็นต้นตำนาน The three sisters ที่มาหลงรักชายหนุ่มคนเดียวกัน สุดท้ายก็จบชีวิตลงไปพร้อมๆ กันและนั่งเรียงรายกันอยู่ที่หน้าผาแห่งนี้ ที่ Katoomba หรือ คาทูมบ้า เป็นจุดท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวสามารถมองเห็น ก้อนหินรูปร่างคล้ายหญิงสาวสามคนเรียงกันที่มี





ชื่อเสียงหรือที่เรียกกันว่า The three sisters
นี่คือ 3 สาว ที่ปั้นไว้ก่อนลงไปเยี่ยมชมหุบเขา
บลู เมาเท่นส์ เป็นเมืองที่ล้อมรอบด้วยอุทยานแห่งชาติที่มีพื้นที่ทั้งหมด 247,000 เฮคเตอร์ พื้นที่ป่าอันยิ่งใหญ่ของภูเขาและหุบเขานั้นมีอายุยาวนานกว่าหลายล้านปี








บลูเมาเทนส์เป็นเขตวนอุทยานแห่งชาติที่ปกคลุมไปด้วยกัม ต้นไม้ตระกูลยูคาลิปตัส ซึ่งมีใบสีเขียวเข้มไอระเหยของน้ำมันที่ออกจากใบกัมปกคลุม ไปทั่วหุบเขา เมื่อมองดูจากไกล ๆ จะเห็นทิวเขาที่ปกคลุมด้วยต้นกัมกลายเป็นสีน้ำเงิน ที่เห็นและรู้จักมีต้นไม้หน้าตาเหมือนผักกูดที่นำมาลวกจิ้มน้ำพริก(ทางปักษ์ใต้)









เดิมด้านล่างของหุบเขาเป็นการทำเหมืองถ่านหิน เมื่อเลิกดำเนินการจึงมีการทำเป็นแหล่งท่องเที่ยว การลงไปชมหุบเขาบลูเมาท์เทนส์ ใช้การลงด้วยรถรางไฟฟ้าซึ่งเดิมใช้ขนถ่ายหินจากเหมืองขึ้นมาข้างบน ให้บรรยากาศคล้ายๆ รถรางในสวนสนุกเล็กน้อย

ด้านล่างจัดเป็นพิพิธภัณฑ์เหมืองถ่านหิน และเส้นทางชมธรรมชาติ ขากลับนั่งกระเช้าไฟฟ้าขึ้นด้านบน ซึ่งเจอฝนตกตอนขาขึ้น ก็เลยไม่ได้ถ่ายภาพบรรยากาศสวยๆ จากกระเช้าไฟฟ้า ระหว่างที่รอฝนหยุด ก็ได้เดินดูร้านจำหน่ายของที่ระลึกในร้านเล็กน้อย และก็ได้เจ้าตุ๊กตาจิงโจ้ที่มีสัญลักษณ์ “บลูเมาท์เทนส์” แต่จริงๆ ผลิตในจีน มาฝากลูกๆ คนละตัว ราคาก็แพงพอสมควรคิดเงินไทยก็ตัวละ 380 บาท ยังไงก็ต้องหาของฝากให้ลูกอยู่ดีนั่นแหละ แถมด้วยโปสการ์ดอีกหลายใบ ตกใบละประมาณ 8 – 10 บาท







ฝนหยุดไกด์ก็ไล่ต้อนให้รีบขึ้นรถ เพราะต้องนั่งรถยาวไปถึง Canberra นั่งรถยาวพอสมควร สภาพบ้านเมืองสองข้างทาง ทั้งป้ายรถเมล์ที่สะอ้านสะอ้าน และน่าอยู่พอสมควร












ป้ายบอกทางไปเมืองลิเวอร์พูล ในซิดนีย์
ชาวออสเตรเลียส่วนใหญ่อพยพมาจากอังกฤษ ผู้คนก็ยังตั้งชื้อเมืองเหมือนที่เคยอยู่กันในอดีต อย่างที่เห็นเป็นป้ายบอกทางไปเมืองลิเวอร์พูล เมืองแห่งทีมฟุตบอลชื่อดังของเกาะอังกฤษ แตย่อมาอยู่ที่ซิดนีย์แทน










จากซิดนีย์ไปแคนเบอร์ร่า ระยะทางไกลพอสมควร แต่เส้นทางค่อนข้างสะดวกสบาย สองข้างทางเป็นทุ่งปศุสัตว์ ที่เป็นทุ่งเลี้ยงวัวบ้าง แกะ บ้างสลับกับต้นไม้รูปร่างแปลกๆ ให้เห็นท้าง 2 ข้างทางบางส่วนก็ถ่ายภาพเก็บไว้ พักจอดรถเป็นระยะเพื่อเข้าห้องน้ำ และหาของกินเล่นกันบ้าง










ถึงแคนเบอร์ร่าประมาณ 2 ทุ่ม (บ้านเราประมาณ 4 โมงเย็น) แคนเบอร์ร่าเป็นเมืองหลวงของออสเตรเลียแต่ค่อนข้างเงียบสงบ สวยงาม เวลาที่ไปถึงนั้นบ้านเรือนส่วนใหญ่เข้านอนกันหมดแล้ว เราเช็คอินเข้าพักกันที่ Heritage เป็นโรงแรมเล็กๆ สไตล์รีสอร์ท แต่สะดวกสบายทุกอย่าง

ก่อนนอนก็เขียน Post card ฝากเพื่อนๆ และเจ้าลิง 2 ตัวที่บ้านซักหน่อย

โดย...แม่ห่าน





Sunday, June 28, 2009

เค้กกล้วยหอมนุ้ม นุ่ม

เค้กกล้วยหอมสูตรนี้นำมาเผยแพร่โดยคุณ beebie ณ ก้นครัว แห่งพันทิพ เป็นสูตรนุ่ม โดยไม่ใช้เนย แต่ใช้น้ำมันพืชแทน ใครที่เคยกินเค้กกล้วยหอมแล้วรู้สึกติดคอม มาลองสูตรนี้แล้วติดใจกันเป็นแถว เชียว



ส่วนผสม
แป้งเค้ก 200 กรัม
ผงฟู 1 1/2 ชช.
เบกกิ้งโซดา 1 ชช.
ไข่ไก่ 3 ฟอง (เบอร์ 0)
น้ำมันพืช 1 ถ้วย
น้ำตาลทราย 180 กรัม
เกลือ 1/2 ชช.
กล้วยหอมบด 200 - 300 กรัม (แล้วชอบ ยิ่งงอมๆยิ่งดีค่ะ)
น้ำมะนาวสด 1 ชช.
ผลไม้แห้ง หรือเม็ดมะม่วง (ตามชอบ)
วิธีทำ
....วอร์มเตาไว้ที่ ไฟ 200 C....
1. ร่อนแป้ง ผงฟู และโซดาด้วยกัน 2 ครั้ง
2. ผสมน้ำมะนาวในกล้วยหอมบด
3. ตีไข่ น้ำตาลทราย เกลือ ด้วยความเร็วสูงเข้าด้วยกัน 8 นาที .. จนข้น

4. แบ่งแป้งผสมลงไป จนหมด ใช้ความเร็วต่ำ 1 นาที
5. ใส่น้ำมันพืช ตี 2 นาที
6. ใส่กล้วยบดลงไป ตี 1 นาที
7. ใส่ผลไม้แห้ง(คลุกแป้ง 1 ชช.) ลงไปคนให้ผสมกัน


8. อบ 18 -25 นาที จนสุก ( แล้วแต่ขนาดค่ะ)





หน้าฟู ตูม แตกเป็นทิวแถวค่ะ











โดย...แม่ห่าน














หงอนไก่


"หงอนไก่" เป็นไม้พุ่มขนาดกลาง แตกกิ่งก้านสาขาไม่มากนักใบเป็นใบเดี่ยว จะออกรวมกันเป็นกลุ่มตามข้อลำต้น ใบมีสีเขียว ดอกจริงๆ ของหงอนไก่มีขนาดเล็กเป็นละออง แต่จะออกติดกันเป็นช่อใหญ่และแน่นหนา ดอกมีหลายสี เช่นแดง ชมพู ขาว เหลือง ส่วนที่ใช้ ลำต้น ก้านและใบ ดอก เมล็ด


มีสรรพคุณยาหลายขนาน ลำต้น ใช้ลำต้นสด นำมาต้มเอาน้ำกิน เป็นยาแก้โรคท้องร่วง อาเจียนเป็นเลือด ริดสีดวงทวารมีเลือดออก กระอักเลือดตกเลือด หรือใช้เป็นยาพอกแก้ตะขาบกัด โดยใช้ต้นที่อ่อนตำแล้วพอก ก้านและใบ ใช้ก้านและใบสดหรือแห้ง นำมาต้มเอาน้ำกินเป็นยาระบาย แก้รดสีดวงทวารที่มีเลือดออก อาเจียนเป็นเลือด กระอักเลือด ตกเลือดและเป็นโรคบิด หรือใช้ตำพอกบาดแผลที่มีเลือด ผิวหนังเป็นผดผื่นคัน ดอก ใช้ดอกสดหรือแห้ง นำมาต้มเอาน้ำกินเป็นยาแก้บิด ถ่ายเป็นมูกเลือด ไอ หรืออาเจียนเป็นเลือด เลือดไหลไม่หยุด ประจำเดือนมามากผิดปกติ เลือดกำเดาออก ตกเลือด ตกขาว ปวดหัว เป็นผดผื่นคัน เยื่อตาอักเสบ และเป็นโรคตาแดง เมล็ด ใช้เมล็ดแห้ง นำมาต้มหรือใช้ทำเป็นยาเม็ดกิน เป็นยาแก้ความดันโลหิตสูง ตาฟางในเวลากลางคืน แก้อุจจาระเป็นเลือด บิด ถ่ายเป็นเลือด เลือดกำเดาออก ห้ามเลือดหรือผิวหนังเป็นผดผื่นคันร้อนแดงเป็นต้น

"ดอกหงอนไก่" สมัยอยู่บ้านนอก ปลูกไว้หน้าบ้านเยอะมาก อาจเป็นเพราะปลูกง่าย ไม่ต้องดูและมากนัก แค่รดน้ำบ้างก็ออกดอกบานสวยให้ได้ชมกันแล้ว

ตั้งแต่เข้ามาอยูในเมืองใหญ่ ไม่ค่อยจะเห็นเจ้าดอกนี่นัก บังเอิญเพื่อนบ้านที่อยู่บ้านตรงข้ามนำมาปลูกให้ได้เชยชมกัน(ที่หน้าบ้านเขา) ไอ้เราก็ประเภทไม่ได้ปลูกเอง แต่แอบชมต้นไม้ดอกไม้บ้านเพื่อน แถมยังแอบถ่ายรูปมาเขียนลง blog ตัวเองอีกต่างหาก
โดย...แม่ห่าน

ยัยตัวแสบของบ้าน


พูดถึงลูกสาวสองคนของแม่ห่าน มีเจ้าคนเล็กเป็นตัวแสบของบ้าน
"ดีนีย์" เป็นลูกสาวคนเล็กๆ ที่มีทีท่าว่าจะเอาเรื่องตั้งแต่เด็กๆ ด้วยนิสัยจอมซน ดื้อ และไม่ยอมใคร แต่ก็เป็นเรื่องแปลก ทุกครั้งที่พาเขาออกงานหรือไปไหนเขาจะเป็นเด็กที่ดูเหมือนเรียบร้อย ใครเห็นใครก็ชม แต่ลับหลังคนเท่านั้นแหละ เจ้าหล่อนออกลายเป็นลิงเป็นค่าง มีช่วงหนึ่งที่เจ้าหล่อนบ้านักมวย เห็นใครไม่ได้เป็นชกมวยใส่ ถ้าเจอชกใส่พ่อแม่ไม่เป็นไรนัก แต่ถ้าเจ้าดานาพี่สาวโดนเมื่อไหร่ เป็นได้ร้องลั่นบ้าน เพราะเจ้าหล่อนหมัดหนักเอาการ ทำเอาแม่จุกไปหลายครั้งแล้ว
แต่ถึงจะชกมวย หรือตุ๊ยท้องกันซักกี่ครั้ง เจ้าสองคนพี่น้องนี่ก็รักกันดี เจ้าดีนีย์ก็ติดพี่สาวเอามากๆ ถ้าไปไหนที่ไม่มีพ่อแม่อยู่ด้วย เจ้าหล่อนจะเกาะพี่สาวแจทีเดียว หากหันซ้ายหันขวาไม่เจอพี่สาวก็จะร้องจ้า พี่ต้องวิ่งมาหาทัน
เจ้าพี่สาวก็เหมือนกัน วันไหนน้องไม่อยู่บ้านก็จะบ่นคิดถึงอยู่เรื่อย
ตอนนี้เจ้าหล่อนเป็นนักเรียนอนุบาล 1 โรงเรียนเดียวกับพี่สาว แต่เธอเป็นเด็กอนุบาล 1 ที่คุณครูส่ายหน้าทุกวัน เริ่มตั้งแต่ช่วงที่ไปเรียนปรับพื้นฐาน เขาเลิกเรียนกันแล้วแต่เธอไม่อยากกลับบ้าน อยากอยู่โรงเรียน อยากเล่นกับครู พอถึงช่วงเปิดเทอมจริงๆ ไปเจอนักเรียนคนอื่นๆ ร้องให้งอแง คุณเธอชักเซ็งไม่อยากไปเรียน เบื่อเพื่อน บางวันเพื่อนบางคนที่ร้องให้งอแง เธอนั่งจ้องหน้าตาไม่กระพริบ ประมาณว่า "ร้องทำไมนักหนา รำคาญว่ะ"
ทางโรงเรียนได้รับให้เข้าร่วมโครงการเรียนฟรีของรัฐบาล (ซึ่งไม่ได้ฟรีจริง) ทำให้หนังสือเรียนทั้งหลายได้รับล่าช้า คุณครูให้การบ้านเป็นการลากเส้นตรงบ้าง เส้นประบ้าง เจ้าดีนีย์ไม่ทำค่ะ ถ้าครูให้เขียนเส้นตรงเธอลากเส้นตรงเป็นตัวเอ ตัวบี บ้าง จนคุณครูต้องถามผู้ปกครองว่าเด็กมีปัญหารึเปล่า
ซึ่งจริงๆ ไม่ได้มีปัญหาค่ะ แต่เนื่องจากเธอมีพี่สาว และเห็นพี่สาวทำการบ้านมา 2 ปี แล้ว งานลากเส้น ต่อเส้น ต่างๆ มันเป็นเรื่องที่ไม่ตื่นเต้นสำหรับเธอ จึงเป็นเหตุให้เธอกลายเป็นนักเรียนขบฎ
คุณครูเล่าให้ฟังว่า ช่วงเปิดเทอมใหม่ตอนที่ครูถามชื่อจริง ชื่อเล่น นั้นคุณเธอจริงๆ แม่ไม่ได้ตั้งชื่อเล่นให้ แต่เพื่อนๆ ส่วนใหญ่มีชื่อเล่นกันหมด เธอก็เลยบอกว่าเธอชื่อ "หนูดี" คงมาจากที่แม่ชอบเปิดรายการสาระคดีทางช่อง 5 ให้ดูบ่อยๆ มีรายการเกี่ยวกับหนังสือรายการหนึ่งซึ่งพิธีกรคนเก่งคือ "หนูดี" คุณเธอก็เลยติดใจยึดเป็นชื่อเล่นของตัวเอง
เพลงที่ชอบของเธอคือเพลงจากหลังสือ มาดากัสกา ร้องพลางโยกตูดไปด้วย
เรื่องหมั่นเขี้ยวของเธอมีอีกเยอะมาก หลายครั้งที่แม่ทั้งโมโห ทั้งหมั่นเขี้ยว ทั้งอยากหัวเราะไปพร้อมๆ กัน

โดย...แม่ห่าน

ออสเตรเลีย...ท่องแดนจิงโจ้ดูหมีโคอะล่า



ถ้าไม่นับการไปประกอบพิธีฮัจย์ ณ นครเมกกะ ประเทศซาอุดีอาราเบีย ซึ่งไปกับครอบครัวตั้งแต่วัยเด็ก การเดินทางไปออสเตรเลียครั้งนี้เป็นการไปเที่ยวต่างประเทศที่ไกลที่สุด นอกนั้นก็เป็นประเทศแถบชายแดนเพื่อนบ้าน หรือแถบเอเชียด้วยกัน

ทริปนี้ร่วมคณะไปศึกษาดูงานกับผู้บริหารของที่ทำงาน ก็นับเป็นเรื่องดีที่ผู้ใหญ่ท่านให้โอกาส ได้เห็นโลกด้านนอกกับเขาบ้าง


ก่อนเดินทางก็หาหนังสือท่องเที่ยวออสเตรเลีย และหารายละเอียดเกี่ยวกับจุดที่ไปเที่ยวมาอ่านหลายเล่มอยู่เหมือนกัน เพื่อนๆ บางคนเตรียมคำตอบเผื่อโดนศุลกากรซักไว้ ตัวเองก็แค่หาข้อมูลพื้นฐานไว้ พร้อมกับแลกเงินไปเพื่อใช้ส่วนตัวเล็กน้อย กับเผื่อซื้อของฝากกลับบ้านเล็กๆ น้อยๆ เพราะเป็นคนเงินน้อย


ช่วงที่เดินทางอัตราแลกเปลี่ยน 31 บาทกว่าๆ (เวลาจะคิดก็คิด 32 บาทไปเลย)

“ออสเตรเลีย” ตั้งอยู่ในซีกโลกใต้ทางด้านตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศไทย ลักษณะประเทศเป็นเกาะ ออสเตรเลียเป็นทวีปที่มีขนาดเล็กที่สุดในโลก แต่เป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดในโลก ตั้งอยู่ระหว่างมหาสมุทรอินเดีย และมหาสมุทรแปซิฟิก เป็นประเทศในเครือจักรภพอังกฤษ มีสมเด็จพระบรมราชินีนาถ เอลิซาเบธที่ 2 แห่งราชอาณาจักรอังกฤษเป็นประมุขพื้นที่ของเกาะมีประมาณ 7.6 ล้านตารางกิโลเมตร มีชายฝั่งทะเลที่งดงาม ชายหาดขาวสะอาด มีป่าดงดิบและป่าชื้นเขตร้อนที่ยังคงความสมบูรณ์ และเป็นธรรมชาติที่สุดแห่งหนึ่ง พื้นที่ของประเทศมีทั้งแห้งแล้งและอุดมสมบูรณ์ ประมาณหนึ่งในสามเป็นทะเลทราย แต่พื้นที่แถบชายฝั่งด้านตะวันตกเฉียงใต้ของรัฐออสเตรเลียตะวันตก และรัฐทัสเมเนียมีความอุดมสมบูรณ์มาก ฝนตกชุก ที่นี่มีสัตว์และพืชรวมทั้งดอกไม้ป่าหลายชนิดที่ไม่สามารถพบเห็นได้ในดินแดนอื่น เช่น จิงโจ้ โคอะล่า วอมแบต ดิงโก้ พอสซั่ม ตุ่นปากเป็ด และตัวกินมด
สภาพภูมิอากาศของออสเตรเลียแตกต่างกันในแต่ละรัฐ สภาพอากาศทั่วไป จะเป็นแบบเขตร้อนจนถึงเขตอบอุ่น อุณหภูมิเฉลี่ยต่ำสุดที่ทัสมาเนียประมาณ 0-12 องศาเซลเซียส และร้อนสุดที่มณฑลตอนเหนือประมาณ 33-34 องศาเซลเซียส
· ฤดูใบไม้ผลิ กันยายน-พฤศจิกายน อากาศดี ดอกไม้บานสวยงาม
· ฤดูร้อน ธันวาคม-กุมภาพันธ์ อากาศร้อนและแห้งแล้ง บางแห่งร้อนจัดและอาจมีไฟป่า
· ฤดูใบไม้ร่วง มีนาคม-พฤษภาคม อากาศเริ่มเย็นลง ตามเมืองชายฝั่งทางตอนใต้และเมืองในเขตป่า ฝนจะตกชุก บางแห่งอาจมีน้ำท่วม
· ฤดูหนาว มิถุนายน-สิงหาคม อากาศเย็นจัดมีหิมะตกบนเขตภูเขาสูงโดยทั่วไป
http://www.edage.co.th/australia.htm


ช่วงที่ไปเป็นเดือนพฤศจิกายน ซึ่งยังมีฝน และอากาศกำลังสบายสำหรับคน เวลาของประเทศออสเตรเลียเร็วกว่าประเทศประมาณเกือบ 4 ชม.

เป็นครั้งแรกสำหรับสนามบินสุวรรณภูมิเช่นกัน เครื่องออก 5 โมงเย็น ไปถึงสนามบินกันตั้งแต่บ่าย 3 โมง โดยสายการบิน QANTAS QF0302 ซึ่งเป็นเครื่องโบอิ้ง 747 ซึ่งนั่งแออัดไปด้วยผู้โดยสารเต็มลำ ตอนเดินทางตั้งใจจะนอนให้หลับ แต่อากาศภายในค่อนข้างร้อน และอึดอัด

ถึงสนามบิน Sydney ตอนเช้า เข้ากระบวนการศุลกากร ออสเตรเลียเป็นประเทศที่เข้มงวดเรื่องคนเข้าเมืองค่อนข้างมาก ทั้งคน อาหารและอุปกรณ์ต่างๆ แอบเห็นเจ้าหน้าที่ตรวจสอบกลุ่มนักกีฬากลุ่มหนึ่ง ถึงขนาดให้ถอดรองเท้ากีฬาออกมาเคาะ เพราะเขาเกรงเรื่องปัญหาพันธุ์พืช
ตัวเองผ่านด่านศุลกากรไปได้อย่างไม่ยากเย็น เพื่อนร่วมทริป 2 คนโดนเรียกตรวจสอบ และค้นกระเป๋า แต่ก็ผ่านไปได้ด้วยดี


ไกด์นัดรถมารับ และพาไปทานอาหารเช้า และเที่ยวต่อเลย ไม่ได้อาบน้ำเพราะคืนแรกเราจะไปพักกันที่ Canberra แล้วค่อยกลับมา Sydney อีกครั้ง
อาหารเช้ามื้อแรกในออสเตรเลียเป็นภัตาคารอาหารจีน กินอาหารจีนแบบจืดชืด ซึ่งได้แจ้งให้เขาจัดอาหารประเภทผักไม่ใส่เนื้อสัตว์แยกต่างหากให้ หรือถ้าเป็นเนื้อสัตว์ขอให้เป็นสัตว์ทะเลมาให้ ลำบากดีแท้ สำหรับมุสลิมที่ร่วมคณะไปด้วย


โปรแกรมแรกเป็นการนำชมสัตว์พื้นเมืองของออสเตรเลีย
จริงๆ แล้วปัจจุบันสวนสัตว์ดีๆ บ้านเราก็มีสัตว์ของประเทศอื่นๆ ให้ดูดาษดื่น แต่มีโอกาสมาถึงประเทศเขาแล้ว จะไม่ดูก็กระไรอยู่










เจ้าตัววอมแบต
"Wombat" เป็นสัตว์พื้นเมืองออสเตรเลีย และทัสมาเนีย อยู่ในตระกูลเดียวกับจิงโจ้ เป็นพวกมีกระเป๋าหน้าท้อง ใช้เป็นที่อาศัยของลูกอ่อน เช่นกัน แต่รูปร่างหน้าตาแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง วอมแบตมีขนปุกปุยอ่อนนุ่มน่ารักรองๆ มันเป็นตัวละครในตำนานหลายเรื่องของชาวอะบอริจิน










โคอะลา เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม ชนิดหนึ่ง ที่มีถุงหน้าท้องใช้เลี้ยงลูก อาศัยหากินบนต้นไม้ มีลักษณะคล้ายหมีตัวเล็ก ๆ มีน้ำหนักประมาณ 9 กิโลกรัม มีขนหนานุ่มสีขี้เถ้า มีขนสีน้ำตาลเป็นบางที่ โคอะลา ได้ชี่อจากชนพื้นเมืองโบราณของออสเตรเลีย ซึ่งหมายถึง “ตัวที่ไม่ดื่มน้ำ” โคอะลา ได้รับน้ำส่วนใหญ่จากใบยูคาลิปตัสที่เป็นอาหารถึง 90 % โคอะลาอาจดื่มน้ำบ้างเมื่อป่วยหรือในช่วงฤดูแล้งเมื่อใบยูคาลิปตัสแห้ง โคอะลาอยู่รวมกันเป็นฝูงแต่ละตัวมีอาณาเขตครอบครองส่วนตัวๆประกอบด้วยต้นยูคาลิปตัส ซึ่งใช้เป็นที่หากิน ที่อยู่ ที่หลบแดด หลบฝน และเป็นที่ทำกิจกรรมต่างๆ อาณาเขตครอบครองส่วนตัวของโคอะลามีขนาดแตกต่างกันไปตามคุณภาพของป่ายูคาลิปตัส



เมื่อพูดถึงออสเตรเลีย หลายคนคงต้องนึกถึงเจ้าสัตว์ประหลาดที่ชอบกระโดดไปมา จนเรียกกันติดปากว่า “แดนจิงโจ”
“จิงโจ” หรือ Kangaroo เป็นสัตว์ที่มีรูปร่างประหลาด ขาหน้าสั้นกว่าขาหลัง ชอบกระโดดและมีกระเป๋าหน้าท้องไว้ใส่ลูกน้อยมัน ซึ่งถือเป็นสัตว์สัญลักษณ์ของประเทศนี้ และมีถิ่นกำเนิดที่ประเทศออสเตรเลียเท่านั้น










ถัดมาก็เป็นการสาธิตการเลี้ยงแกะ การต้อนฝูงแกะ และการตัดขนแกะ ท่าทางดูเหมือนเจ้าแกะน่าสงสาร แต่เจ้าหน้าที่บอกว่า เจ้าแกะ มีความสุขมากเวลาได้ตัดขน (ไม่รู้จริงรึเปล่า) แต่มันก็คงจะรำคาญขนของมันพอๆ กันคนไว้ผมยาวรึเปล่า

แต่จริงๆ มันน่าจะเป็นการทรมานสัตว์นะ ไม่รู้หรอกรู้แต่เนื้อแกะอบหน่ะ อร่อยอย่าบอกใครเชียว


โดย...แม่ห่าน

Thursday, June 25, 2009

เมื่อก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่ กลายเป็นเส้นใหญ่ผัดซีอิ๊ว


อาหารจำพวกเส้น ที่บ้านจะชอบเส้นบะหมี่เป็นส่วนใหญ่ และเป็นอะไรที่ทำกินง่ายกว่า หาซื้อง่ายกว่าด้วย

ส่วนเส้นใหญ่บางทีอยากทำกินก็ต้องซื้อเป็นกิโล แม่ค้าไม่ค่อยจะแบ่งขาย ที่บ้านก็มีกันอยู่ไม่กี่คน ทำกินทีไม่ถึงครึ่งกิโลด้วยซ้ำ






แต่คราวนี้อยากลองทำก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่ดูบ้าง ร้านมุสลิมหากินยากไม่ค่อยมีขายกัน

เช้าวันเสาร์ก็ไปหาซื้อเส้นก๋วยเตี๋ยว ขอแม่ค้าซื้อเล็กน้อย ตอนแรกก็ไม่ได้ สุดท้ายแม่ค้าก็ให้ซื้อครึ่งกิโล ที่เหลือเผื่อจะมีคนมาแบ่งซื้อต่อ

มาดูเครื่องปรุงค่ะ

1. น้ำมันพืช 1 ช้อนโต๊ะ
2. เนื้ออกไก่หั่นชิ้น 150 กรัม
3. ปลาสด 250 กรัม บั้งเป็นตาราง
4. ไข่ไก่ 2 ฟอง
5. เส้นใหญ่ 300 กรัม (ที่เหลือแช่ตู้เย็นไว้ค่อยมาลวกน้ำร้อน)
6. ตังฉ่าย 1 ช้อนชา
7. ซีอิ๊วขาว 2 ช้อนโต๊ะ
8. ซีอิ๊วดำชนิดหวาน 1 ช้อนชา
9. น้ำตาลทราย 2 ช้อนชา
10. เบกกิ้งโซดา 1/4 ช้อนชา
11. พริกไทย
12. แครอท ครึ่งหัวหั่นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า
13. ผักกาดหอม และผักชี (ไว้โรยหน้า)

วิธีทำ
1. หั่นไก่สดเป็นชิ้นพอคำ หมักด้วยเบกกิ้งโซดาพริกไทยและซีอิ้วขาว
2. ส่วนเส้นใหญ่นี่ก็ลอกให้เป็นแผ่นบางๆก่อนนำมาผัดด้วยนะคะ
3. ล้างปลาหมึกและหั่นบั้งเป็นตาราง
4. หั่นแครอทและผักชี ต้นหอม
5. เปิดไฟแรงๆ ใส่น้ำมันเล็กน้อย ใส่ไก่ลงไปผัด ตามด้วยปลาหมึกและซีอิ้วหวาน (ซึ่งความผิดพลาดเกิดขึ้นตอนนี้ เพราะไม่ได้เตรียมซีอิ้วไว้ก่อน เทจากขวดเลย มันก็ลงไปเยอะเกินจริง)
6. จากนั้นก็ใส่แครอทและไข่ ตีไข่ให้กระจายด้วยตะหลิว ผัดให้ไข่สุกและคลุกให้ทั่วเส้นกับปลาหมึก
7. ใส่เส้นลงไป ผัดให้เข้ากัน

จัดลงจานรองด้วยผักกาดหอมโรยด้วยต้นหอม ผักชี เสร็จแล้วค่ะ ก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่ ที่กลายเป็นเส้นใหญ่ผัดซีอิ้ว












หาดคลองแห้ง


ช่วงต้นปีที่ผ่านมาเด็กๆ พยายามชักชวน ป๊ะ กับ ม๊ะ ไปเล่นน้ำทะเล ก็ผลัดวันประกันพรุ่งมาเรื่อยๆ จนตั้งใจว่าค่อยไปเล่นน้ำทะเลที่กระบี่ดีกว่า
ตอนแรกตั้งใจจะกลับบ้านพังงา ช่างสงกรานต์ แต่ป๊ะ ติดภาระงาน และก็โดนพิษสงครามการเมือง จนต้องนอนเล่มเกมส์อยู่บ้านกันเป็นอาทิตย์ สุดท้ายก็มาลงตัวช่วงต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา

หลังจากนัดแนะเพื่อนเก่าดั้งเดิม ที่มีกิจการสกรณ์อิสลาม ที่รุ่งเรืองอยู่ที่กระบี่ พาเด็กๆ ไปเล่นน้ำกัน และตกลงปรงใจที่
"คลองแห้ง" เพราะชายหาดเหมาะที่จะให้เด็กๆ เล่นน้ำ


"หาดคลองแห้ง" หรือชื่อเป็นทางการว่า "หาดนพรัตน์ธารา" เป็นชายหาดที่ทอดยาวเกือบ 3กิโลเมตร

ที่เรียกขานกันว่าหาดคลองแห้งเพราะ ช่วงน้ำลงน้ำคลองที่ไหลมาจากภูเขาทางด้านเหนือจะแห้งขอดกลายเป็นหาดทรายทอดลงไปในทะเลบรรจบกับเกาะเขาปากคลอง
บริเวณหาดเป็นทรายละเอียดปะปนด้วยเปลือกหอยเล็กๆประดับด้วยทิวสนเรียงรายตามชายหาด มองออกไปในพื้นน้ำมีทิวทัศน์ของเกาะแก่งในช่วงน้ำลงจนแห้งสามารถเดินไปยังเกาะเล็กๆ บริเวณหน้าชายหาดได้เหมาะสมสำหรับการพักผ่อนหย่อนใจได้เป็นอย่างดี

ได้มีการเปลี่ยนชื่อเป็นหาด "นพรัตน์ธารา" เมื่อปี 2503 โดยจอมพลสฤษดิ์ธนะรัชต์ ขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ได้มาพักผ่อนและประทับใจในธรรมชาติจึงตั้งชื่อให้ใหม่ว่า หาดนพรัตน์ธารานอกจากนี้บริเวณชายหาดยังเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของหอยชักตีน อาหารทะเลที่ขึ้นชื่อของกระบี่



หิรัญญิการ์พาชื่นใจ


หิรัญญิการ์ : ไม้เลื้อยเถาใหญ่เนื้อแข็ง ทุกส่วนของเถามียางสีขาว มีดอกขนาดใหญ่ สีขาวมีกลิ่นหอม
ออกดอกประมาณเดือนธันวาคม - กุมภาพันธ์
ในซอยบ้านที่อยู่ปัจจุบันมีเพื่อนบ้านที่ชอบปลูกดอกไม้อยู่บ้านหนึ่ง ครอบครัววุ่นวายของเราก็ชอบอาศัยไปชื่นชมประจำ เพราะที่บ้านไม่มีพื้นที่ปลูกแล้ว ช่วงแรกๆ ที่ยังไม่เห็นดอกก็รุ้สึกว่าเจ้าต้นนี้ไม่สวยงามเอาซะเลย เพราะเถาใหญ่ ใบใหญ่ ดูแข็งๆ
ครั้งแรกที่ออกดอกเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ก็เริ่มเห็นความสวยงามและกลิ่นหอม จนต้องไปถ่ายรูปเก็บไว้
เจ้าของบ้านเขาปล่อยให้เลื้อยขึ้นหลังคาชั้น 2 แล้วผ่านระเบียง ทำให้บ้านดูอ่อนช้อยสวยงาม แถมมีกลิ่นหอมอ่อนๆ เข้าในบ้านอีก
เห็นแล้วอยากมีบ้านที่มีพื้นที่กว้างๆ แล้วปลูกต้นไม้ ดอกไม้ ให้รอบๆ บ้าน


....แม่ห่าน

Tuesday, June 23, 2009

ขบวนการนอนดิ้น

เด็กบ้านนี้นอนกันดุมากๆ
จริงๆ แม่ก็นอนดิ้น จำได้ว่าครั้งหนึ่งเคยตกเตียงสมัยที่เพิ่งเริ่มทำงาน และย้ายเข้าไปอยู่แฟลตซึ่งเป็นบ้านสวัสดิการของหน่วยงาน และได้อยู่ห้องคนเดียว เตียงที่เขาจัดให้ก็เป็นเตียงเดี่ยว และเคยมีตกจากเตียงลงมาด้วย
ที่บ้านก็ป้องกันเรื่องนี้เหมือนกัน ตั้งแต่มีเจ้าตัวเล็ก ก็ถอดเตียงเก็บ นอนบนเบาะอย่างเดียว ถึงกระนั้นก็ยังมีกลิ้งหล่นจากที่นอนลงมาข้างล่าง
รอบเบาะจะวางหมอนข้างไว้รอบๆ อย่างน้อยจะได้มีปราการกั้นไว้เล็กน้อย ระหว่างพี่น้อง ๒ คนก็ต้องมี
หมอนข้างกันไว้ ไม่งั้นเจอทะเลาะกันกลางหลับ




แต่ขนาดมีหมอนข้างกั้นก็ยังเอาไม่อยุ่ ยังมีการข้ามเขตข้ามแดนกันอย่างนี้แหละบางคืนมีลุกขึ้นมาตุ๊บตั๊บกันเล็กน้อย แล้วก็หลับต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา เจ้าดานาคนโตตกจากเบาะโดยเอาหัวลง ร้องลั่นกลางดึก ตอนนี้ยังบ่นปวดไหล่ปวดแขนไม่หาย สะพายกระเป๋านักเรียนก็ไม่ได้ แม่ไม่รู้จะหาวิธีแก้ยังไงแล้ว
สงสัยจริงๆ ว่าจะดิ้นกันจนโตมั๊ยเนี่ย

Monday, June 22, 2009

สระนางมโนราห์

วนอุทยานสระนางมโนราห์


ต้นเดือนที่แล้วกลับไปเยี่ยมบ้านพังงา และมีเวลาพอที่จะพาเด็กๆ ไปเที่ยวหลายๆ ที่ในตัวเมือง สระนางมโนราห์ ก็เป็นจุดหนึ่งที่พาเด็กๆ ไปเที่ยว หลังจากเคยไปครั้งหนึ่งเมื่อตอนเด็กๆ

เข้าไปตอนเช้า ยังไม่มีนักท่องเที่ยวเข้าไป มีแต่คนงานของหน่วยป่าไม้ที่เข้าไปเก็บกวาดใบไม้ และชาวบ้านในพื้นที่บางส่วนกำลังเล่นน้ำอยู่ บรรยากาศยังร่มรื่นเหมือนเดิม





วนอุทยานสระนางมโนราห์อยู่ในท้องที่ตำบลนบปลิง อำเภอเมือง จังหวัดพังงา อยู่ในเขตป่าเขาทอย-นางหงส์ มีเนื้อที่ประมาณ 180 ไร่ กรมป่าไม้ประกาศจัดตั้งเป็นวนอุทยานเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2523











มีเรื่องราวเล่าต่อๆ กันมาว่า มีนางกินรี 7 ตน บินมาจากเขาไกรลาศมาเล่นน้ำในสระ พรานบุญใช้บ่วงบาศจับนางสุดท้อง ชื่อนางมโนราห์ไว้ได้ เพื่อนำไปถวายพระสุธน ชาวบ้านจึงเรียกสระน้ำนี้ว่า "สระนางมโนราห์








ภายในอุทยาน มีพันธ์ไม้พื้นป่าเขตร้อน ขึ้นร่มรื่นไปทั่ว รวมทั้งนก แมลงและผีเสื้อ ที่มีให้เห็นเยอะแยะ
ใครผ่านไป เส้นนั้นอย่าลืมแวะไปเที่ยวกันนะคะ








Sunday, June 21, 2009

วันนี้ภูมิใจเสนอ...คุ้กกี้สมุนไพร

วันนี้มานำเสนอคุกกี้สมุนไพร กลิ่นหอมติดใจ ให้ได้ลองกันค่ะ คุกกี้สูตรนี้อร่อยทีเดียว ได้ประโยชน์จากสมุนไพรด้วย มาดูส่วนผสมและวิธีทำกันนะคะ

ส่วนผสม
1. แป้งสาลีอเนกประสงค์ร่อน 2 ถ้วย
2. ผงฟู 1 ช้อนชา
3. พริกไทยป่น 1 ช้อนโต๊ะ
4. เนยสดเค็ม 170 กรัม
5. น้ำตาลทราย 1/2 ถ้วย
6.ไข่ไก่ 1 ฟอง
7. กุ้งแห้งโขลกหยาบ 1/4 ถ้วย
8. ใบมะกรูดซอย 1/4 ถ้วย
9. ตะใคร้ซอยละเอียด 1/4 ถ้วย
10. ถั่วลิสงคั่วบุบพอแตก 2 ช้อนโต๊ะ
11. กระเทียมสับ 1/2 ช้อน
วิธีทำ
1. ซอยตะไคร้และมะกรูดให้ละเอียด อย่าให้ชิ้นใหญ่นะคะ ไม่งั้นจะติดคอ
2. กุ้งแห้งตากแดดนิดหนึ่ง แล้วตำให้ละเอียด
3. วอล์มเตาไว้ที่ 160 องศาซี ไฟบน - ล่าง
4. ร่อนแป้ง ผงฟู และพริกไทยป่นรวมกัน
5. ตีเนย กับน้ำตาลให้ขึ้นฟู ขาวนวล แล้วเติมไข่ลงไป
6. เติมแป้งทีละน้อย ตีจนเข้ากันดี
7. เติมถั่วลิสงบุบ และบรรดาสมุนไพร คนให้เข้ากัน



เรียงแถวเข้าเตาอบค่ะ





ออกมาหน้าตาน่าหม่ำอย่างนี้แหละค่ะ