Tuesday, November 23, 2010

น้องเล็กมาแล้ว














ท้องนี้เป็นท้องที่ค่อนข้างทรหดที่สุด ทั้งสภาพร่างกายและจิตใจ รู้สึกร่างกายก็ไม่อำนวยเท่าไหร่ เหนื่อยง่าย เพลียง่าย ไม่เหมือนสองท้องที่ผ่านมา อาการแพ้ท้องที่ร้ายแรงก็คือความรู้สึกเหม็นหน้าพ่อ เป็นอาการที่เกิดขึ้นบ่อยที่สุด บางครั้งเห็นหน้าแล้วพาลโกรธเอาเฉยๆ แต่เมื่อพ่อไม่อยู่และไม่สนใจก็รู้สึกน้อยใจอีก เป็นเอามาก
มีหลายครั้งที่รู้สึกตัวเองเหมือนคนเป็นโรคซึมเศร้า บางวันขับรถไปทำงานร้องให้ไปตลอดทาง รู้สึกหดหู่กับชีวิตเหลือเกิน จนบางครั้งคิดจะไปหาหมอจิตเวชดู แต่ก็ไม่ได้ไปซักที

เรื่องงานก็มีปัญหากับเจ้านายตลอด จนแม่ห่านรู้สึกอยากกระโดดชกหน้าหลายครั้งทีเดียว ความไม่สบายใจเรื่องงานและเรื่องส่วนตัว จนทำให้แม่ห่านอยากลาคลอดให้เร็วที่สุด จะได้หนีหน้าเจ้านาย เผื่อว่า 3 เดือนที่ลาคลอดกลับไปแล้วอะไรๆ มันจะดีขึ้นบ้าง

ด้วยความรู้สึกที่อยากให้ลูกออกมาเร็วๆ มั้ง ทำให้การนัดตรวจครรภ์เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม คุณหมอบอกว่าท่าทางจะไม่ค่อยไหวแล้ว แต่อยากให้อดทนดูให้ถึงสัปดาห์ถัดไป เพราะอายุครรภ์ยังไม่ครบกำหนด คุณหมอนัดอีกวันพุธที่ 27 ตุลาคม ซึ่งครั้งนี้คุณหมอตรวจภายในดู ปรากฏว่าปากมดลูกเปิดแล้ว พร้อมจะคลอดได้ คุณหมออยากให้คลอดคืนนั้นเลย แต่แม่ห่านต่อรองขอเป็นวันรุ่งขึ้น เพื่อกลับไปบอกพี่ๆ ทั้งสองก่อน



กลางคืนนอนปวดท้องเกือบทั้งคืน ตอนเช้าก็รีบไป รพ. ตั้งแต่เช้า เข้าห้องคลอดตั้งแต่ 6 โมงกว่า เตรียมตัวเตรียมใจ แม่ห่านเป็นหวัดด้วย โดนแยกห้องไปนอนเดี่ยวๆ เพื่อไม่ให้ติดคุณแม่ท่านอื่นๆ นอนรอคุณหมอมาตอน 8.30 น. คุณหมอเจาะถุงน้ำคร่ำออก แล้วฝากให้พยาบาลดูไว้

แม่ห่านเริ่มปวดท้องตั้งแต่ยังไม่ถึงเก้าโมง แต่กว่าพยาบาลจะเรียกคุณหมอมาก็เป็นเวลา 9 โมงกว่า แล้ว คุณหมอทำคลอดให้น้องเล็กออกมาตอน 9.22 น. น้ำหนัก 2,585 น้องตัวเล็กมาก ตัวเล็กจนแม่ตกใจ พี่ๆ ทั้งสองคนคลอดออกมาน้ำหนัก 3,000++ ทั้งนั้น

กว่าแม่จะออกจากห้องคลอด ไปนอนห้องคนไข้ก็เวลาเกือบเที่ยงแล้ว ไปถึงห้อง เขาส่งลูกตามไป แต่รีบเอาลูกเข้าเต้า เพื่อกระตุ้นน้ำนม น้องเล็กดูดนมเป็นทันที แต่แม่ยังไม่มีน้ำนม ผ่านไปซักพัก พยาบาลส่งนมมาให้ 1 แก้ว ให้ป้อนลูกก่อน ตอนนี้เอง ที่แม่ห่านต้องเกือบเสียใจตลอดชีวิต เพราะระหว่างที่ป้อนนมนั้น น้องสำลักนม แต่แม่ไม่ได้สนใจนัก

ผ่านไปซักพัก สังเกตเห็นว่าลูกหายใจหอบผิดปกติ เป็นเวลาเดียวกับพี่พยบาบาลเข้ามาที่ห้อง จึงขอให้พยาบาลช่วยดูว่าผิดปกติรึเปล่า พยาบาลจึงขอเอาตัวไปก่อน ลองให้ออกซิเจนที่ห้องพยาบาลดู ผ่านไปซักแม่ตามไปดูที่ห้องพยาบาล ตอนนี้คุณหมอเด็กขึ้นมาดู แล้วแจ้งว่าขอนำเด็กไปไว้ที่ห้องเด็กก่อน เพื่อดูอาการ ให้พ่อตามไปที่ห้องเด็ก ให้แม่พักผ่อนก่อน พรุ่งนี้ค่อยตามไปดู















วันรุ่งขึ้น 29 ตุลาคม แม่ห่านรีบจัดการกับภาระกิจของตัวเอง อาบน้ำ อบแผล กินข้าวเสร็จ เตรียมลงไปดูลูก ไปถึงสิ่งที่เห็นก็คือลูกนอนอยู่ในตู้ ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ และให้อาหารทางหลอด แม่เห็นแล้วร้องให้ออกมาทันที ร้องจนคุณหมอไม่กล้าพูดอะไรมาก

ตอนนั้นคุณหมอบอกว่าปอดติดเชื้อ ซึ่งเกิดสาเหตุมาจากการสำลักบางสิ่งบางอย่างเข้าไปในปอด ซึ่งคุณหมอกำลังรอดูอาการ และสังเกตการเพาะเชื้ออยู่ หัวใจแม่เกือบสลาย ตอนนั้นแค่จับมือลูกไว้ น้องเล็กต้องอยู่กับเครื่องช่วยหายใจผ่านไป 1 สัปดาห์ ช่วงนี้แม่กลับมาอยู่บ้านแล้ว แต่ก็ไปหาลูกทุกวัน ได้จับมือลูกก็ยังดี หมอทดลองลดเครื่องช่วยหายใจลง เพื่อดูอาการว่าจะหายใจเองได้หรือไม่ แต่อาการไม่ดีขึ้น แถมยังปฎิเสธนมของแม่อีก จนต้องให้น้ำเกลือ และไขมันทางเส้นเลือดแทน
















พอเข้าสัปดาห์ที่ 2 อาการเริ่มดีขึ้น หมอลดเครื่องช่วยหายใจลงได้ แต่ยังให้ออกซิเจนอยู่ ตอนนี้ท่าทางลูกคงทรมานมาก เพราะดิ้นตลอด ไม่ยอมนอนนิ่งๆ มือก็ต้องผูกไว้ ทั้งมือ แขน ขา มีรอยเจาะเขียวไปหมด ช่วงนี้ลูกเริ่มรับนมแม่ได้แล้ว แม่บีบนมไปส่งให้ทุกวัน เห็นอาการดีขึ้นอย่างนี้แม่ก็ใจชื้น
















ผ่านไป 12 วัน น้องเล็กออกจากตู้มาอยู่ข้างนอกได้แล้ว ช่วงนี้พยาบาลบอกให้แม่ไปนอนเฝ้าลูกได้ เพื่อฝึกเลี้ยงลูก และให้นมไปด้วย แม่ห่านก็ไปนอนเฝ้าลูกทันที เริ่มกระบวนการเปลี่ยนผ้าอ้อมเอง ให้ดูดนมแม่โดยต้องชั่งน้ำหนักก่อนกินนมและหลังดูดนมทุกครั้ง เพื่อดูว่าน้องกินนมได้ปริมาณตามที่ควรจะเป็นหรือไม่ ตอนเช้าก็อาบน้ำให้ลูก ห้องไอซียูเด็ก ของ รพ. เขามีห้องพักให้แม่ด้วย ระหว่างมื้อของนมที่ลูกหลับ พยาบาลก็พยายามให้แม่พักผ่อนเยอะๆ จะได้มีน้ำนม เมื่อถึงเวลาให้นม หรือลูกร้อง ก็จะมาเรียกไปดูลูก



แม่ห่าน นอนเฝ้าลูก 2 คืน ทั้งคุณหมอและพยาบาลก็เห็นว่าลูกดีขึ้น พร้อมที่จะเผชิญโลกได้แล้ว และแม่ก็สามารถเลี้ยงลูกเองได้ พร้อมที่จะปล่อยให้กลับบ้าน ลูกจึงได้ออกจาก รพ. ตั้งแต่วันศุกร์ที่ 12 พฤศจิกายน กลับมาอยู่ที่บ้านของเรา ได้เจอกับพี่ๆ ที่คอยลูกอยู่



ออกจาก รพ. น้องเล็กก็กินเก่งมาก ทั้งวันมีแต่กินกับนอน แล้วก็อึ พ่อพาไปโกนผมไฟเมื่อวันอีด (อีดิ้ลอัฏฮา) เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน ที่สุเหร่าใหม่ กลับมาแม่ก็โกนผมให้จนหมด ดูหน้าตาน้องเล็กเหมือนเอเลี่ยน จนพี่ๆ เรียกน้อง "มะนาวต่างดุ๊ด"

ตอนนี้เจ้าน้องเล็กอายุยังไม่ครบเดือน แต่หน้าตาสดใสขึ้น เหมือนตุ๊กตาเชียว

































โดย...แม่ห่าน












Saturday, October 23, 2010

โจวจวง....หมู่บ้านโบราณแห่งเซี่ยงไฮ้









วันที่สองของเซี่ยงไฮ้แบบรีบๆ และเหนื่อยๆ คงเป็นเพราะโปรแกรมที่อัดแน่นเกินไป และไกด์เองก็กลัวว่าจะไม่สามารถนำเที่ยวให้ครบตามที่ตกลงกันไว้ การเดินทางทริปนี้จึงเป็นทริปที่เร่งรีบ และไม่มีเวลาได้ละเลียดความทรงจำตามรายทางเท่าที่ควร

ก่อนออกจากโรงแรมระหว่างที่นั่งเช็คเอาท์ ก็เริ่มเห็นว่ามีสัญลักษณ์งานเอ็กโปร์ 2010 ซึ่งจากที่ผ่านมาหลายที่ก็มีข้อความโปรโมตงานนี้ เพราะปีนี้เซี่ยงไฮ้เป็นเจ้าภาพจัดงานเวิด์ลเอ็กโปร์ ถือว่าเป็นงานใหญ่ระดับโลกอีกงานของประเทศจีน หลังจากเสร็จสิ้นจากโอลิมปิค ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม



เช็คเอาท์เสร็จไกด์ก็ต้อนขึ้นรถ ซึ่งสามารถใช้คำว่าต้อนได้เพราะไกด์จะมาเร่งตลอดเวลา ขึ้นรถได้แล้ว ไปได้แล้วเดี๋ยวไม่ทันโน่นไม่ทันนี่ ระหว่างทางเห็นห้างต่างชาติที่มาเปิดในเมืองจีน สังเกตว่าส่วนใหญ่จะเป็นห้างคาร์ฟู บางเมืองมีเทสโก้ บางที่ก็เป็นโลตัส ในขณะที่บ้านเรามีการรวมเป็นเทสโก้โลตัส แต่ของประเทศจีนเขาจะแยกกัน

ในเมืองจีนไม่เหมือนใต้หวัน ที่นี่ไม่มีเซเว่นให้เห็นเลย เพราะเซเว่นเป็นของญี่ปุ่น คนจีนจะไม่ถูกกับคนญี่ปุ่น และยังไม่ยอมให้ธุรกิจของชาวญี่ปุ่นเข้ามาเติบโตในจีน แม้แต่รถยนต์ มี Honda ให้เห็นบ้าง แต่ไม่มาก จะเป็นรถยุโรปและรถของจีนเองเป็นส่วนใหญ่


ใช้เวลานั่งรถประมาณ 1 ชั่วโมง ก็มาถึงหมู่บ้านโจวจวง ที่มีความเก่าแก่และประวัติที่ยาวนานกว่า 900 ปี ที่ยังคงไว้ซึ่งวิถีชีวิตที่ดั้งเดิมของคนจีน ที่นี่มีสินค้าขึ้นชื่อที่สุดก็คือขาหมูพันปี ว่ากันว่าเป็นขาหมูพะโล้ที่นุ่มที่สุดในโลก กินเข้าไปก็แทบจะละลายในปาก ซึ่งไม่รู้ว่าจริงรึเปล่า เพราะแม่ห่านเป็นมุสลิม ซึ่งก็เป็นปกติที่มื้อนี้ต้องกินอาหารเจอีกแล้ว เพราะเพื่อนร่วมทริปต้องการชิมขาหมูพันปี

ทางเข้าหมู่บ้านโบราณสองข้างทางเต็มไปด้วยร้านขายขาหมู ซึ่งสามารถซื้อกลับเมืองไทยได้ เขาแพ็คให้อย่างดีโหลดขึ้นเครื่องได้ เพื่อนร่วมทางหลายคนได้จ่ายเงินค่าขาหมูกลับเมืองไทยกันเป็นส่วนใหญ่ แม่ห่านก็ได้แต่เก็บภาพเป็นที่ระลึกเท่านั้น


เริ่มเข้าสู่ตัวหมู่บ้าน สังเกตเห็นต้นไม้แปลกๆ หลายต้น เนื่องจากช่วงนี้เป็นหน้าหนาว ต้นไม้หลายพันธุ์มีแต่กิ่งก้าน ไม่มีใบ อย่างต้นที่เห็นนี่ก็ไม่ทราบว่าเป็นต้นอะไร แต่มองดูกิ่งก้านสวยงาม ถามไกด์ ก็ไม่ค่อยจะรู้จักพันธุ์ไม้มากนัก แม่ห่านได้แต่ถ่ายรูปเก็บไว้ดู



หมู่บ้านโบราณโจวจวงเป็นหมู่บ้านที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำ บ้านเรือนสองข้างทางก็จะเป็นบ้านแบบโบราณ และยังรักษาเอกลักษณ์เฉพาะของตัวเองไว้ แม้ว่าแต่ละปีจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาเยอะแยะ แต่นักท่องเที่ยวทั้งหลายก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงความเป็นอยู่ของชาวบ้านได้

เห็นแล้วนึกถึงเมืองไทย ประเทศไทยมีหลายเมืองที่เป็นลักษณะเมืองใกล้แม่น้ำ แต่ไม่สามารถรักษาแม่น้ำไว้ได้ ส่วนใหญ่น้ำก็เน่าเหม็นไปตามกาลเวลา แม้แต่เจ้าพระยาของบางกอกก็แทบจะไม่เหลือแล้ว

แม่น้ำที่นี่แม้จะเป็นแม่น้ำเล็กๆ แต่น้ำยังใสแจ๋วไม่มีกลิ่นไม่มีสีให้รำคาญสายตาเหมือนแม่นำหลายสายในประเทศไทย บ้านเรือนสองฝั่งแม่น้ำมีหลายหลังที่เปิดเป็นโรงเตี๊ยม หรือบางหลังที่เปิดให้เข้าชมความเก่าแก่และเอกลักษณ์ความเป็นอยู่ของเมือง โดยเก็บตังค์ค่าเข้าชมคนละ 2 เหรียญ (ประมาณ 10 บาท)


ไกด์พาเดินชมบ้านเรือนสองชายฝั่ง 1 รอบ แล้วให้นั่งเรือล่องแม่น้ำ คนแจวเรือเกือบทุกคนจะร้องเพลงได้ เมื่อขึ้นไปนั่งเขาจะถามว่าอยากฟังเพลงมั๊ย ถ้าจะฟังเขาก็จะร้องให้ฟังแต่ต้องจ่ายเงิน 10 เหรียญ ก็ให้รวมๆ เงินกันได้

พวกเราก็เห็นแล้วว่าไหนๆ ก็นั่งเรือทั้งทีฟังเพลงไปด้วยก็ท่าจะดี จึงยอมควักเงินจ่ายเพื่อฟังเพลงเพราะๆ จากคนแจวเรือซึ่งเป็นผู้หญิง


ระหว่างทางก็ได้เห็นวิถีชีวิตของชาวบ้านทั่วๆ ไป อย่างลุงคนนี้นั่งซักผ้าริมคลอง และเทน้ำทิ้งในคลอง แม่ห่าน ได้ซักถามไกด์ว่าเขารักษาแม่น้ำกันอย่างไร เพราะเห็นซักผ้าก็เทน้ำทิ้ง ร้านค้าทั้งหลายก็ไม่น่าจะมีที่ระบายน้ำจากที่อื่นนอกจากทิ้งลงลำคลองแห่งนี้ ไกด์อธิบายให้ฟังว่าคนจีนเวลาซักผ้าจะซักน้ำเปล่า ส่วนใหญ่ไม่ใช้ผงซักฟอก ยกเว้นคนในเมือง ถ้าเป็นชนบทแบบนี้จะนั่งซักน้ำเปล่าเหมือนในหนังจีนกำลังภายในที่ใช้ไม้ทุบๆ แล้วบิด

ส่วนร้านค้าทั้งหลายก่อนจะล้างภาชนะเขาใช้ใบไม้ชนิดหนึ่งซึ่งสามารถกำจัดความมันจากภาชนะออกได้ เขาใช้ใบนี้เช็ดจาน ชาม ทั้งหมด ก่อนจะนำมาล้างกับน้ำในแม่น้ำ โดยไม่ใช้ผงซักฟอก น้ำทั้งคลองจึงไม่เน่าเสีย และยังใสเย็นเห็นตัวปลาอย่างนี้



วิถีชีวิตอื่นๆ ก็ยังเป็นชีวิตแบบชาวบ้านชนบท จะเห็นว่าชาวบ้านถือถ้วยอาหารมายืนกินหลังบ้าน โดยไม่รู้สึกกระดากอาย หญิงคนนี้อาจจะมีหน้าบ้านเป็นร้านค้า หลบมากินข้าวหลังร้านใช้ตะเกียบพุ้ยข้าวไปอย่างเร่งรีบ บางบ้านตั้งโต๊ะนั่งกันเป็นครอบครัวก็มี

อีกภาพจะเห็นแม่ครัวกำลังล้างผักเพื่อเตรียมอาหาร ซึ่งก็ใช้น้ำในลำคลองนั่นแหละเป็นแหล่งล้างผักล้างปลา

น้ำในแม่น้ำโจวจวง ถือเป็นเส้นเลือดและเป็นชีวิตของชาวโจวจวง ที่ทำกันทุกอย่างในแม่น้ำนี้ ไม่ว่าจะอาบ ซักเสื้อผ้า ทำอาหาร แต่ไม่แน่ใจว่าใช้กินด้วยรึเปล่า อันนี้ลืมถามไกด์มาอ่ะ


หลังขึ้นจากเรือ เดินผ่านหน้าร้านอาหารแห่งหนึ่ง ท่าทางจะเป็นร้านอาหารตามสั่ง มีหอยใส่กะละมัง และผักวางไว้หน้าร้าน และมีเด็กเสิร์ฟเข้ามาเชิญชวนให้เข้าไปนั่งในร้าน แม่ห่านดูหน้าตาหอยแล้วเหมือนหอยขมบ้านเรา บางกะละมังก็น่าตาเหมือนหอยตลับ แต่ไม่น่าจะใช่ ท่าทางจะเป็นหอยน้ำจืดซะมากกว่า ส่วนผักก็เป็นผักกาด ผักกวางตุ้ง และมีอีกหลายชนิด ดูแล้วน่ากินเหมือนกัน แต่จุดหมายในการกินของคณะเราจะอยู่ที่ภัตตาคารซะมากกว่าเสียดาย ถ้ามากันเองจะได้ลองอาหารพื้นบ้านแบบนี้บ้าง


ระหว่างทางที่โดนเจ้าไกด์ปากจัดเร่งรีบ แม่ห่านยังมีโอกาสได้เก็บภาพตี๋น้อยน่าตาน่าเอ็นดู แถมยังยิ้มรับแขกอีกด้วย น่ารักจริงๆ



ส่วนกลุ่มนี้เล่นกันหน้าหมู่บ้าน แม่ห่านเดินทางผ่านและเก็บภาพไว้ เธอหันมาส่งเสียงที่ฟังแล้วไม่น่าจะเป็นคำพูดที่น่ารื่นรม น่าจะเป็นคำด่ามากกว่า ประมาณว่าไปรบกวนการเล่นของพวกเธอ


และแล้ว อาหารเที่ยงของวันนี้ก็เป็นเมนูที่ขึ้นชื่อของเมืองโจวจวง ก็คือขาหมูพันปี ที่เห็นขายมากมายตรงทางเข้า แม่ห่านลองถามเพื่อนๆ ว่ามันละลายในปากจริงมั๊ย บางคนก็บอกว่าขาหมูพะโล้เมืองไทยอร่อยกว่า แต่บางคนบอกว่าอร่อยจริงๆ ซึ่งก็ถือว่าเป็นความชอบของแต่ละคน ส่วนแม่ห่านไกด์ก็สั่งอาหารเจมาให้อีกชุดหนึ่ง แถมด้วยน้ำพริกตาแดงจากเมืองไทย ที่ติดตัวไปด้วย


ออกจากหมู่บ้านโจวจวง ก็ต้องไปแหล่งชอปปิ้ง ที่สาวๆ ชื่นชอบ เป็นโรงงานไข่มุกน้ำจืดของเมืองโจวจวง หลายคนตั้งใจมาที่นี่เพราะจะซื้อครีมไข่มุก ที่ทำให้สาวๆ ของจีนหน้าเด้ง แต่หลายคนก็ได้ไข่มุกกลับบ้านไปหลายเส้นเช่นกัน

สำหรับแม่ห่านแล้ว ทั้งครีมไข่มุก และเครื่องประดับไข่มุก ไม่สามารถเรียกเงินจากกระเป๋าไปได้ เพราะเป็นคนที่ไม่ชอบเครื่องประดับ และเครื่องสำอางที่แปลกๆ ไม่เคยได้แตะบนใบหน้า เพราะเป็นโรคขี้แพ้ (แพ้ของแพง) ใครอยากสวยก็สวยไป ขอมีหน้าตาธรรมดาๆ อย่างนี้แหละ


ออกจากโรงงานไข่มุก หลายคนกระเป๋าเบาหวิว ไกด์ต้องพาไปไหว้พระเพื่อเป็นสิริมงคลซะหน่อย เพื่อวันรุ่งขึ้นจะได้กระเป๋าหนักเหมือนเดิม

จุดที่ไปเป็นวัดพระใหญ่เขาหลิงซาน ซึ่งเป็นวัดที่ทางรัฐบาลจัดสร้างขึ้นบนเขาหลิงซานและสร้างพระใหญ่ขึ้น ทำให้จากเดิมแถบนี้ไม่ได้เป็นสถานที่ท่องเที่ยว ก็สามารถเรียกนักท่องเที่ยวให้มาไหว้พระ และทำให้ชาวบ้านสามารถหารายได้จากการท่องเที่ยวได้เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นข้อดีของรัฐบาลจีน ที่สามารถทำให้ชาวบ้านและประชากรของเขารู้สึกถึงความเอาใจใส่ของรัฐบาลที่มีต่อชาวบ้าน


การประชาสัมพันธ์ของรัฐบาล เกี่ยวกับงานเวิด์ลเอ็กโป ยังมีให้เห็นแม้แต่ในวัด และสถานที่ท่องเที่ยวที่ห่างไกลเมือง





ตามสถานที่ท่องเที่ยวหรือสวนสาธารณะหลายที่มีดอกไม้สวยๆ ให้เห็นอยู่มากมาย เสียดายที่ไม่ค่อยมีเวลาได้เก็บภาพมากนัก เป็นเพราะความเร่งรีบของการเดินทาง และโปรดแกรมที่อัดแน่นเกินไป

ในภาพซ้ายเป็นภาพดอกเหมย ดอกไม้ที่มีความหมายของชาวจีน จะเห็นปลูกทั่วไปตามสองข้างทาง เมืองไทยเคนเห็นแถวๆ เยาวราช นำกิ่งมาขาย บางคนซื้อไปแช่น้ำไว้ให้ออกดอก เพื่อจะได้ชื่นชมความเป็นมงคลของดอกเหมย

ส่วนภาพซ้ายเป็นกุหลาบพันปี ซึ่งมีหลายสีทั้งขาว ชมพู แดง มีให้เห็นอยู่ทั่วไป


































จบทริปของวันนี้ เหนื่อยเต็มที ลองเช็คข่าวเมืองไทย ว่ายังอยู่สบายกันดีหรือไม่ เมื่อไหร่การแบ่งสีแบ่งฝ่ายจะหมดไป


โดย....แม่ห่าน

































Friday, October 22, 2010

เมื่อแม่ห่านมีลูกสาวคนที่สาม


ช่วงต้นปีที่ผ่านมาแม่ห่านรู้สึกตัวเองว่าอ้วน น้ำหนักตัวขึ้นมาหลายกิโลทีเดียว ส่วนหนึ่งโทษตัวเองว่ากินชาเย็นเกือบทุกวัน คิดๆ จะเริ่มลดน้ำหนักแต่ก็ผลัดวันประกันพรุ่งอยู่เรื่อยๆ จนช่วงที่ไปเมืองจีน ตั้งมั่นไว้ในใจว่ากลับมาจากเมืองจีนจะลดน้ำหนักอย่างจริงจัง โดยนัดแนะกับพี่แม่บ้านว่าจะไปเปิดซาวด์น่าที่ออฟิศวันเว้นวัน และตอนเช้าหลังละหมาดจะออกมาวิ่งให้ได้อาทิตย์ละไม่น้อยกว่า 4 วัน

กลับจากเมืองจีนช่วงนั้น เริ่มต้นด้วยการวิ่งก่อน และก็ยังดีที่ไม่ได้เริ่มเข้าซาวด์น่าตามที่ตั้งใจไว้ เนื่องจากรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้อ้วนแบบปกติ เพราะวันหนึ่งรู้สึกอยากกินมะม่วงเปรี้ยวที่น้องในออฟิศนำมากิน ทั้งๆ ที่ชีวิตปกติไม่ชอบกินของเปรี้ยว แถมมะม่วงวันนั้นยังเป็นมะม่วงที่ใครๆ ก็บอกว่าเปรี้ยวเข็ดฟัน ขนาดน้องที่นำมากินก็ยังบ่น แต่แม่ห่านกลับกินไปอย่างน่าตาเฉย หลายๆ คนเริ่มแซวว่า จะมีน้องรึเปล่า แม่ห่านจึงเริ่มคิดและเริ่มย้อนกลับไปนับเรื่องประจำเดือน ซึ่งปกติก็ไม่ค่อยได้ใส่ใจ เพราะเป็นคนที่ประจำเดือนมาไม่ค่อยปกติเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

หลังจากเหตุการมะม่วงเปรี้ยว แม่ห่านก็ไม่รอช้า ตอนเย็นกลับซื้อแผ่นทดสอบการตั้งครรภ์ทันที และรอตอนเช้าด้วยใจจดใจจ่อ และผลก็ออกมาอย่างที่ใจคิดตามในภาพที่เห็นนั่นแหละคะ
















และเนื่องจากช่วงนั้นเจ้าดานากับดีนีย์ไปบ้านย่าที่ใต้กับพ่อ แม่ห่านจึงเก็บไว้ก่อนไม่อยากบอกใคร รอพ่อกลับจากใต้ก็บอกพ่อเป็นคนแรก ซึ่งก็คาดหวังว่าลูกคนที่สามจะเป็นผู้ชาย แม่ห่านเองก็คาดหวังอย่างนั้น เพราะมีลูกสาวมาแล้ว 2 คน คนนี้อยากให้เป็นผู้ชายซักคนน่า


ช่วงสงกรานต์ กลับบ้านใต้กันทั้งครอบครัว แวะรับเจ้าดานากับดีนีย์ที่บ้านย่า ก่อนที่จะเดินทางไปบ้านยายที่พังงา ก็บอกทั้งสองคนให้รู้ว่าเขากำลังมีน้อง ให้เขาเตรียมตัวเตรียมใจ เจ้าดานาพี่คนโตค่อนข้างเป็นผู้ใหญ่หน่อย อีกทั้งเขามีน้องมาแล้วคือเจ้าดีนีย์ เขาจึงไม่รู้สึกอะไร แต่เจ้าดีนีย์ค่อนข้างมีผลนิดหนึ่ง เพราะเขาเป็นลูกคนเล็ก ทำให้ช่วงสงกรานต์ที่ที่บ้าน เจ้าดีนีย์กลายเป็นเด็กขี้อ้อนขึ้นมา และพยายามเกาะแม่ไม่ห่าง แม่จึงต้องพยายามพูด รวมถึงให้เจ้าดานาช่วยอีกแรงหนึ่ง ระยะหลังๆ เขาจึงดีขึ้นเยอะ

แม่ห่าน ฝากท้องที่โรงพยาบาลเดิม และฝากพิเศษกับหมอคนเดิม ด้วย ครบ 4 เดือนไปเจาะน้ำคร่ำ หลังจากฟังผลแล้วรู้สึกผิดหวังเพราะเจ้าคนเล็กที่จะมานี่ก็เป็นผู้หญิงอีก ทำให้บ้านนี้มี 3 ใบเถา แต่เจ้าดีนีย์บอกว่าเป็น "สามเกลอจอมจุ้น" แต่ถึงจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย ก็ลูกของแม่เหมือนกันทุกคน


ดานาครบหกขวบแล้ว










ไม่แน่ใจว่าตัวเองไม่มีเวลาหรือไปติด facebook กันแน่ แต่ที่แน่ๆ ก็คือ blog นี้ว่างเว้นการเขียนมานานเดือนมาก หลายคนที่เคยรู้จักหรือติดตามผลงานกัน ก็ไปเจอกัน fb หลายคน บางคนก็ทักทายไปว่าไม่เห็นเขียน blog บางทีก็อ้างว่าตัวเองยุ่ง บางทีก็รู้สึกว่าตัวเองขี้เกียจเขียน

วันนี้วันหยุดปิยมหาราช มีเวลาว่างพอสมควร เด็กๆ ก็ไม่สบายกันทั้งสองคน เจ้าดานาคนโตหนักหน่อย ไอหอบจนไม่มีเวลานอน เมื่อเช้าหมอต้องให้พ่นยาขยายหลอดลมไปรอบหนึ่ง วันนี้กินยาดูถ้าไม่ดีขึ้นตอนเย็นไปพ่นอีกรอบ คืนนี้จะได้นอนหลับสบายหน่อย












เจ้าดานา ตอนนี้ครบ 6 ขวบไปแล้วตั้งแต่วันที่ 7 กันยายน ที่ผ่านมา แม่ตั้งใจจะเขียนบันทึกไว้ตั้งแต่วันครบรอบวันเกิดนั่นแหละ แต่ก็ผลัดวันประกันพรุ่งมาเรื่อยๆ จนวันนี้ถึงได้ฤกษ์เขียนซะที

อายุครบ 6 ขวบ เป็นนักเรียนชั้น ป.1 ที่ตัวเล็กที่สุดในห้อง เป็นยัยตัวเล็กฟันเหล็ก แถมเพื่อนในห้องเขาผลัดฟันน้ำนมกันหมดทั้งห้องแล้ว เหลือแต่เจ้าดานายังเป็นฟันเหล็กอยู่ ทำให้โดนเพื่อนล้อบ่อยๆ แต่เจ้านี่เป็นเด็กที่ขยันอ่านหนังสือ คุณครูบอกว่าอ่านได้เก่งกว่าเพื่อนๆ ทุกคนในห้อง นี่คงเป็นผลจากการที่แม่อ่านหนังสือให้เขาฟังตั้งแต่เล็กๆ พอมีน้องแม่อ่านให้น้องฟังเขาก็ฟังมาด้วยกันตลอด ยิ่งเวลาแม่ขับรถ หาเหตุให้เขาไม่เบื่อด้วยการฝึกให้เขาอ่านป้ายข้างทางบ้าง ป้ายทะเบียนรถข้างหน้าบ้าง ทำให้เขาอ่านหนังสือได้เก่งพอสมควร

คนเก่งก็คงไม่เก่งทุกอย่าง ด้วยความที่เขาเป็นเด็กที่ตัวเล็ก ทำให้การใช้กล้ามเนื้อของเขาไม่คล่องตัวเท่าที่ควร เจ้าดานากลายเป็นเด็กที่เคลื่อนไหวร่างกายได้ช้า การใช้มือ หรือการปีนป่ายต่างๆ สู้เพื่อนๆ ไม่ได้ และเขาเรียนพละได้ไม่ดี ซึ่งแม่ก็พยายามให้กำลังใจเขาตลอด

ด้วยความที่เขาทำอะไรได้ช้า ตอนเที่ยงก็กินข้าวช้ากว่าคนอื่น พอกินข้าวเสร็จเพื่อนๆ ก็ไปเล่นกันหมด ตัวเขาเองไม่อยากเล่น เพราะวิ่งเล่นอย่างเพื่อนๆ ได้ไม่ดี ทำให้เขากลายเป็นเด็กติดห้องสมุด ตัวเล็กแค่นี้ก็เข้าห้องสมุดแล้วค่ะ ไปอ่านหนังสือห้องสมุด แต่แม่กลับไม่อยากให้เป็นเช่นนี้

เมื่อรู้จุดอ่อนของลูก จึงพยายามให้เขาไปเล่นกับเพื่อนๆ พยายามสอนให้เขาอดทนในการวิ่งเล่น พยายามสอนเขาว่า "วันนี้หนูวิ่งไม่ทันเพื่อนก็ไม่เป็นไร พรุ่งนี้ก็ยังวิ่งไม่ทันอีก อาทิตย์หน้าหนูวิ่งไม่ทัน แต่ถ้าหนูวิ่งทุกวันเดือนหน้าหนูจะวิ่งทัน" เขาก็เลยพยายามมากขึ้น ตอนเช้าก่อนไปทำงานก็กระซิบบอกเขาเสมอว่าวันนี้ให้วิ่งตามเพื่อนอีกนะ แล้วชูสองนิ้ว "ดานาสู้ๆ"

วันก่อนเขาเล่าให้ฟังว่าสามารถวิ่งทันเพื่อนที่ตัวไล่ๆ กันเขาแล้ว ต่อไปเขาจะวิ่งให้ทันเพื่อนอีกคนหนึ่ง ทำให้เขาดูมีความสุขมากขึ้นทั้งการเล่นและการอ่าน



เพราะแม่อยากให้ลูกเติบโตแข็งแรงทั้งทางร่างกายและจิตใจจ๊ะ




โดย...แม่ห่าน

Saturday, March 20, 2010

เที่ยวเซี่ยงไฮ้แบบเหนื่อยๆ (วันที่ 1)






วันนี้มาชวนเที่ยวเซี่ยงไฮ้แบบรีบๆ ในช่วงที่ประเทศไทยมีอุณหภูมิร้อนทั้งทางร่างกายและอารมณ์ ไปสู่อากาศหนาวเหน็บของเมืองเซี่ยงไฮ้ประเทศจีน

ปีนี้ก็เป็นโอกาสดีอีกเช่นเคยที่มีโอกาสได้ติดตามผู้บริหารระดับสูงขององค์กรศึกษาดูงานต่างประเทศ ผู้บริหารของที่นี่เปิดโอกาสให้ผู้ปฏิบัติงานระดับเราได้ติดตามไปเปิดหูเปิดตาและได้เรียนรู้ความเป็นไปของบ้านเมืองอื่นๆ บ้าง นอกจากที่เห็นในประเทศมาแล้ว


ปีนี้เป็นปีที่งบประมาณขององค์กรมีน้อย สถานที่และประเทศที่จะไปก็จำเป็นต้องใช้เงินน้อยๆ และไปกันแบบประหยัดหน่อย เพื่อสามารถเดินทางไปได้ครบทุกคน จึงต้องสรุปสถานที่เดินทางเป็นเมืองเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน จำนวน 5 วัน 4 คืนและเนื่องจากคณะเดินทางเป็นผู้บริหารและเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ จึงต้องใช้บริการบริษัททัวร์ในการเดินทาง ทำให้เป็นที่มาของการเดินทางแบบเร่งรีบ เพราะบริษัททัวร์ จะต้องไปทุกที่ตามที่ได้เสนอรายการไว้ ไม่งั้นโดนปรับ ไม่เหมือนการเดินทางแบบส่วนตัว ที่สามารถเอ้อระเหย และชื่นชมเสพสมความเป็นไปของสังคมที่แตกต่างจากเราได้อย่างเต็มที่ ช่วงแรกขออนุมัติเดินทางกันวันที่ 11 – 15 มีนาคม ที่ผ่านมา แต่ด้วยเหตุที่เป็นช่วงหลังตรุษจีนซึ่งคนไทยเชื้อสายจีนเดินทางกลับไปเที่ยวแผ่นดินเกิดของบรรพบุรุษกันมาก จากจนทำให้บริษัททัวร์ที่ได้รับเลือกให้จัดโปรแกรมครั้งนี้ไม่สามารถจองตั๋วได้ทั้งกรุ๊ป จำเป็นต้องเลื่อนวันเดินทางเป็น 12 – 16 มีนาคม 2553

เป็นครั้งแรกอีกเช่นกันที่ใช้สายการบินไทยเดินทางออกต่างประเทศ เหตุที่เป็นครั้งแรกเพราะที่ผ่านมาใช้สายการบินต่างชาติตลอด เพราะราคาค่าโดยสารต่ำกว่าการบินไทย และบริการก็ไม่ต่างกันซักเท่าใด บางสายการบิน อย่าง KLM บริการดีกว่าการบินไทยซะอีก


บริษัททัวร์ และไกด์นัดให้ไปเจอที่สนามบินตั้งแต่แปดโมงครึ่ง คณะเราก็เป็นเด็กดี ไปถึงก่อนเวลาเพราะกลัวรถติด และข่าวคราวเรื่องเสื้อแดงและการปิดถนนมีทั้งข่าวจริงและข่าวลือ จึงต้องไปรอนานเช็คอินเสร็จก็เดินช้อปใน Kingpower ก่อน ว่าจะไม่ซื้ออะไรแล้วเชียว เดินไปเดินมาก็ซื้อแป้ง 1 กระปุกจนได้ ทั้งๆ ที่ ช่วงลดราคาตามห้างถูกกว่าด้วยซ้ำ เวลาเห็นก็อดไม่ได้ที่จะซื้อ และแล้วเที่ยวบินที่ TG 664 ออกจากสุวรรณภูมิตอน 10.35 ทั้งที่คณะเดินทางรุ่นเด็กๆ อยากเดินทางเที่ยวบินตั้งแต่เมื่อคืน เพื่อไปถึงจะได้มีเวลาเที่ยวบ้าง แต่ผู้ใหญ่บางท่านติดปัญหาเรื่องสุขภาพ หากเดินทางกลางคืนจะนอนหลับไม่เต็มอิ่ม


เมื่อเช้าออกจากบ้านเช้าเกิน กินข้าวเช้ามาแล้ว แต่กลับรู้สึกหิวเร็วมาก อยากให้อาหารมาเสิร์ฟเร็วๆ อยากชิมอาหารการบินไทยที่มีคนบอกว่าอร่อยนักหนา เรียกน้ำย่อยด้วยเสน็คอย่างเมล็ดทานตะวัน และน้ำที่ชอบและสั่งทุกครั้งบนเครื่องจเป็นเจ้านี่ค่ะ “จิงเจอเอล” น้ำขิงผสมโซดา ที่พยายามส่องหาตามห้างสรรพสินค้าก็ไม่ค่อยจะเห็น ตามด้วยอาหารชุด ซึ่งตัวเองก็ได้อาหารมาก่อนคนอื่นเพราะเป็นอาหารพิเศษของมุสลิม อาหารที่รับมาก็ไม่เห็นจะอร่อยกว่าสายการบินอื่น เนื้อแกะแกงกะหรี่ที่และปลาแซลมอนที่หาความอร่อยไม่ได้แต่กินหมดไปด้วยความหิว


รับอาหารเที่ยงเสร็จ ประมาณว่าจะโดนยานอนหลับ เพราะทุกคนหลับกันหมด และปกติตัวเองเป็นคนที่ไม่ค่อยหลับเวลาเดินทาง แต่คราวนี้กลับหลับคาเก้าอี้ โดยไม่รู้ตัว ตื่นมาอีกทีหันมองคนอื่นๆ ก็หลับกันหมด

ถึงสนามบินผู่ตงของเซี่ยงไฮ้ประมาณ 3 โมงกว่า เร็วกว่าที่กำหนดประมาณครึ่งชั่วโมง แต่กว่าจะผ่านศุลกากรมาได้เกือบ 2 ชั่วโมง เพราะคนเยอะมาก และส่วนใหญ่เป็นคนไทย ทำให้ขั้นตอนการตรวจล่าช้าไปหน่อย ไปถึงก็มีไกด์ท้องถิ่นคอยรับอยู่ที่สนามบิน ออกจากสนามบินก็ได้สัมผัสอากาศหนาวทันที จากประเทศไทยอากาศเกือบ 40 องศา มาเจออากาศไม่ถึง 10 องศา ความรู้สึกต่างกันราวกับอยู่คนละโลก
ไกด์พาไปกินข้าวเย็นก่อน เป็นที่ลำบากลำบนเมื่อต้องเดินทางไปประเทศที่เป็นคนจีน หรือเชื้อสายจีน เพราะอาหารหลักจะเป็นเนื้อหมู ทำให้ตัวเองต้องระมัดระวังในเรื่องการกินทุกอย่าง แจ้งไกด์ไว้ว่าขอเป็นผัดผักเจและไข่เจียวทุกมื้อ ไม่ค่อยได้รับรู้รสชาติอาหารมากนัก

ไกด์ก็เหมือนจะรู้ใจพกน้ำพริกนรกและพริกน้ำปลาจากเมืองไทยไปด้วย ทำให้เจริญอาหารขึ้นหน่อยนึง เมืองเซี่ยงไฮ้น้ำเปล่ากับน้ำอัดลมมีราคาเท่ากัน ร้านอาหารจะเสิร์ฟไวน์ น้ำอัดลม และน้ำชา แต่ไม่มีน้ำเปล่า มื้อแรกๆ สำหรับคนไม่กินน้ำอัดลมก็อาศัยชาร้อนๆ ไปก่อน มื้อหลังๆ จะหนีบขวดน้ำที่ไกด์แจกบนรถขึ้นมาด้วย

ตั้งแต่นั่งรถจากสนามบินมาต้นไม้สองข้างทางที่เห็นจะเป็นต้นไม้ที่ไม่มีใบและมีดอกเล็กๆ ขึ้นมาเล็กน้อย ลองถามไกด์ดูว่าเป็นต้นอะไร ไกด์บอกว่าเป็นดอกซากุระ ลงจากรถก็พยายามมองหาเพื่อถ่ายรูปเก็บไว้ เป็นภาพที่ถ่ายตอนค่ำแล้วทำให้บรรยากาศไม่ค่อยดีนัก















เสร็จจากทานข้าว ก็เป็นโปรแกรมแรกของการเดินทางคือไปชมเขตเศรษฐกิจของเซี่ยงไฮ้ในเขตไว่ธาน หรือเขตเจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้ แต่ไม่ได้ชมชายหาดเพราะไปถึงตอนค่ำแล้วขึ้นไปชมวิวเมืองเซี่ยวไฮ้บนหอไข่มุกด์ ซึ่งเป็นอาคารลักษณะเป็นหอสูงติดอันดับโลก ที่นี่เป็นที่ตั้งของสถานนีโทรทัศน์ CCTV ของเมืองจีน


เสร็จจากการชมวิว ก็ลงจากนั้นก็ลงมาชมพิพิธภัณฑ์ที่ชั้นล่าง ของอาคารเสียดายที่มีเวลาชมน้อยนิด เพราะพิพิธภัณฑ์ที่นี่ดีมาก เหมือนมีชีวิตจริงๆ และบอกเล่าเรื่องราวตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ผ่านภาพวาดบ้าง หุ่นยนต์บ้าง ซึ่งทำได้ดีทีเดียว เห็นแล้วนึกถึงมิวเซียมสยามของเมืองไทย ที่ทำคล้ายๆ อย่างนี้ แต่ความอลังการยังด้อยกว่า

















ไกด์เร่งรีบเรียกหาจะพาไปนั่งรถไฟลอดอุโมงค์ไฮเทคเลเซอร์ ซึ่งเหมือนรถไฟเด็กเล่นมากกว่า ไม่เป็นที่สนใจซักเท่าใดนัก แต่ก็ไปเพื่อให้ครบตามโปรแกรม



สิ้นสุดวันแรก แต่เวลายังไม่ดึก กลุ่มเด็กๆ อย่างเราๆ เรียกร้องขอให้พาไปเดินถนนนานกิงซักหน่อย อยากดูความเป็นไปยามราตรีของเมืองเซี่ยงไฮ้ ก็ไม่ผิดหวังค่ะ ไกด์ก็ตามใจพาไปเดินเล่น ถนนนานกิงที่มีชื่อเสียง ก็คล้ายๆ กับแถวๆ สยามบ้านเรา เดินๆ ไป ก็จะมีคนมาเสนอขายสินค้า แต่คุณผู้ชายอย่าเผลอเดินคนเดียวหล่ะ เพราะจะมีผู้ชายหน้าตาดีมาถามว่า “Do you want some lady?” และพยายามจะตื้อให้ได้ ดีที่ไกด์บอกคุณผู้ชายไว้ก่อนว่าห้ามไปรับเด็ดขาด รับเมื่อไหร่จะเป็นเรื่องยาวเพราะคนไทยหลายคนที่อยากลองและเจอข้อหาหนักมาแล้ว
เดินกันเกือบๆ ชั่วโมง ไม่ได้อะไรซักอย่าง เห็นคนเข้าแถวซื้อไอติมของแมคกันยาวทีเดียว อากาศหนาวๆ อยากลองกินไอติมดูหน่อย ราคาไม่แพง 2.5 หยวน ประมาณ 13 บาท (แลกเงินมา 4.91/1 หยวน) ก็ไปเข้าแถวกับเขาด้วย และทำให้ตระหนักถึงการแซงคิวของคนจีน ยืนเข้าคิวไปใกล้จะถึงหน้าร้านแล้วโดนคุณแม่รายหนึ่งอุ้มลูกน้อยแซงคิวไป ก็ไม่อยากจะว่าอะไรเพราะสงสารเด็กน้อยในอ้อมแขน แต่พอรายที่สองเนี่ยไม่ยอมค่ะ เธอมาแซงหน้าอิชั้นก็แซงกลับและมองหน้าหล่อนทันที เจ้าหล่อนก็ไม่เห็นจะรุ้สึกรู้สาอะไร ยืนเฉยๆ ต่อหลังเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ก่อนกลับโรงแรมแวะร้านสะดวกซื้อกัน เมืองจีนแผ่นดินใหญ่ไม่มีร้านเซเว่นฯ ไกด์บอกว่าเซเว่นเป็นแบรนด์ของญี่ปุ่น เข้าตีตลาดเมืองจีนไม่ได้ แต่ร้านที่เข้าไปก็ก๊อปปี้หน้าร้านเหมือนเซเว่นทีเดียว แต่ไม่ไช่ ซื้อบะหมี่เมืองจีนกลับมากินที่โรงแรม ไม่ได้กินเพราะหิว แต่อยากชิมบะหมี่เมืองจีน และไม่ผิดหวังเพราะเส้นเหนียวนุ่มอร่อยกว่าบะหมี่บ้านเราเยอะ

คืนนี้พักที่โรงแรม Eastern Airline Hotel จริงๆ ผู้ใหญ่ท่านหนึ่งอยากได้โรงแรมแถวๆ ถนนนานกิน เพื่อเด็กๆ อย่างเราจะได้เดินช้อปกันได้สะดวก แต่งบประมาณสำหรับโรงแรมแถวๆ นั้น มีไม่พอ ได้แค่นี้ก็ถือว่าโอฯ แล้ว โรงแรมไม่ได้ดีมาก แต่กลิ่นบุหรี่น้อยหน่อย ทัวร์พยายามหาโรงแรมที่ไม่มีกลิ่นบุหรี่ แต่เมืองจีนเป็นเมืองที่คนสูบบุหรี่กันเป็นเรื่องปกติ ทุกพื้นที่จึงมีแต่กลิ่นบุหรี่ทั้งนั้น


โรงแรมให้ใช้เน็ตฟรี แต่บล็อก facebook, hi5, tweeter ทำให้เข้ามาทักทายชาวเฟซไม่ได้ ค่าโทรศัพท์ก็แพงมหาโหดมาก ซื้อซิมแล้วโทรกลับเมืองไทยคิดนาทีละ 40 หยวน (เกือบสองร้อยบาท) ไม่คิดจะโทรกลับ ส่งเมล์กลับมาแทนแล้วกัน ทั้งคณะซื้อซิมการ์ดโทรศัพท์แบบเติมเงินไว้ 1 เบอร์ เผื่อมีธุระด่วนฉุกเฉินโทรกลับบ้าน ติดตามข่าวสถานการณ์บ้านเมืองเล็กน้อย เสื้อแดงจะมีคนถึงล้านจริงรึเปล่า เห็นบ้านเมืองยังสงบเรียบร้อยอยู่ ก็หลับไปด้วยความเหนื่อย



โดย...แม่ห่าน